Oral Exam (Oral Surgery edition)

0.0(0)
Studied by 0 people
call kaiCall Kai
Locked
learnLearn
examPractice Test
spaced repetitionSpaced Repetition
heart puzzleMatch
flashcardsFlashcards
GameKnowt Play
Card Sorting

1/73

encourage image

There's no tags or description

Looks like no tags are added yet.

Last updated 3:58 PM on 7/14/26
Name
Mastery
Learn
Test
Matching
Spaced
Call with Kai
Chat

No analytics yet

Send a link to your students to track their progress

74 Terms

1
New cards

วัตถุประสงค์ของการระงับความรู้สึก (การใช้ยาชา) คืออะไร?

เพื่อป้องกันหรือลดอาการเจ็บปวดในขณะทำการรักษาทางทันตกรรมหรือการผ่าตัด

2
New cards

ยาชาเฉพาะที่ที่ใช้ในทางทันตกรรมแบ่งออกเป็นกี่กลุ่ม? คือกลุ่มใดบ้าง?

แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่:

1. กลุ่มเอสเทอร์ (Ester)

2. กลุ่มเอไมด์ (Amide)

3
New cards

การควบคุมความเจ็บปวดในทางศัลยศาสตร์ช่องปากมีกี่วิธี? คือวิธีใดบ้าง?

มี 3 วิธี ได้แก่:

1. การใช้ยาชาเฉพาะที่ (Local anesthesia)

2. การทำให้ผู้ป่วยสงบในขณะที่ยังมีสติ (Conscious sedation)

3. การดมยาสลบ (General anesthesia)

4
New cards

ส่วนประกอบของยาชา (ในหลอด) มีอะไรบ้าง?

ประกอบด้วย:

• ตัวยาชา (Local analgesic agents)

• ยาบีบหลอดเลือด (Vasoconstrictor)

• สารกันบูด (Preservative agents)

• สารฆ่าเชื้อ (Antiseptic agents)

• ตัวทำละลาย/สารหล่อลื่น (Vehicle) ช่วยหล่อลื่นหลอดแก้วยาชา

5
New cards

ปัจจัยที่มีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาชาคืออะไรบ้าง?

ประกอบด้วย:

• กระบวนการสกัดกั้นความรู้สึก (Blocking process)

• ความเร็วในการออกฤทธิ์ (Onset)

• ระยะเวลาในการชา (Duration)

6
New cards

ยาชาในกลุ่มเอสเทอร์ (Ester) มีตัวยาอะไรบ้าง?

• A: ได้แก่:

• Cocaine

• Benzocaine

• Procaine

• Tetracaine

• Propoxycaine

• Chloroprocaine

7
New cards

ยาชาในกลุ่มเอไมด์ (Amide) มีตัวยาอะไรบ้าง?

• A: ได้แก่:

• Mepivacaine

• Etidocaine

• Lidocaine

• Prilocaine

• Bupivacaine

• Articaine

8
New cards

ช่องทางการให้ยาชาเฉพาะที่ในทางทันตกรรมมีทางใดบ้าง?

• A: มี 3 ช่องทางหลัก ได้แก่:

1. ทางการกิน (Oral route)

2. ทางการป้ายหรือทาบริเวณเยื่อบุผิว (Topical route)

3. ทางการฉีด (Injection)

9
New cards

ขนาดของเข็มฉีดยาชา (Gauge) ที่ใช้บ่อยมีกี่ขนาด? คือขนาดใดบ้าง?

• A: มี 3 ขนาด ได้แก่ ขนาด 25 G, 27 G, และ 30 G

10
New cards

ส่วนประกอบของหลอดยาชา (Carpule) มีอะไรบ้าง?

• A: ประกอบด้วย:

• Rubber plunger: ลูกสูบยางที่อยู่ด้านท้ายของหลอดยาชา

• Rubber diaphragm: แผ่นยางด้านหน้าหลอดยาชาที่เข็มจะแทงผ่าน

• Aluminum cap: ปลอกโลหะสำหรับหุ้มแผ่นยางด้านหน้า

• Glass tube: หลอดแก้วบรรจุยาชา

11
New cards

คนไข้ที่ไม่มีโรคประจำตัว สามารถใช้ยาชาได้สูงสุดเท่าใด?

• A: สามารถใช้สารอะดรีนาลีน (Epinephrine) ได้สูงสุด 0.2 mg ต่อครั้ง หรือเทียบเท่ากับยาชาที่มีส่วนผสมของ Epinephrine 1:100,000 ปริมาณ 20 ml (ประมาณ 10 หลอด)

12
New cards

การฉีดยาชาเฉพาะที่แบบซึมผ่าน (Infiltration) มีกี่วิธี? คือวิธีใดบ้าง?

• A: มี 8 วิธี ได้แก่:

1. Submucousal injection (ฉีดใต้เยื่อบุผิว)

2. Supraperiosteal injection (ฉีดเหนือเยื่อหุ้มกระดูก - นิยมใช้มากที่สุด)

3. Subperiosteal injection (ฉีดใต้เยื่อหุ้มกระดูก)

4. Intraligamentary injection (ฉีดเข้าเอ็นยึดปริทันต์)

5. Intraosseous injection (ฉีดเข้ากระดูกเบ้าฟัน)

6. Intraseptal injection (ฉีดเข้ากระดูกกั้นระหว่างรากฟัน)

7. Papillary injection (ฉีดเข้ายอดเหงือกสามเหลี่ยม)

8. Intrapulpal injection (ฉีดเข้าโพรงประสาทฟันโดยตรง)

13
New cards

การฉีดยาชาเฉพาะที่แบบบล็อกเส้นประสาทในขากรรไกรบน (Maxillary nerve block) มีอะไรบ้าง?

• A: แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ดังนี้:

1. จุด Block ทางด้านนอกเพดานปาก (Buccal/Labial aspect):

• Infraorbital Nerve Block (บล็อกเส้นประสาทใต้เบ้าตา)

• Anterior superior alveolar nerve block (ASA block)

• Middle superior alveolar nerve block (MSA block)

• Posterior superior alveolar nerve block (PSA block)

2. จุด Block ทางด้านในเพดานปาก (Palatal aspect):

• Nasopalatine nerve block (บล็อกเส้นประสาทนาโซพาลาไทน์)

• Greater palatine nerve block (บล็อกเส้นประสาทเกรเตอร์พาลาไทน์)

• Lesser palatine nerve block (บล็อกเส้นประสาทเลสเซอร์พาลาไทน์)

14
New cards

การฉีดยาชาเฉพาะที่แบบบล็อกเส้นประสาทในขากรรไกรล่าง (Mandibular nerve block) มีอะไรบ้าง?

• A: ได้แก่:

• Inferior alveolar nerve and lingual nerve block (บล็อกเส้นประสาทฟันล่างและประสาทลิ้น)

• Long Buccal Nerve Block (บล็อกเส้นประสาทแก้ม)

• Mental Nerve Block (บล็อกเส้นประสาทคาง)

• Mandibular Nerve Block (Gow-Gates technique)

• Vazirani-Akinosi technique (การบล็อกขณะคนไข้หุบปาก)

15
New cards

ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Infraorbital nerve block ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?

• A: ครอบคลุมบริเวณ:

• ฟันตัดซี่กลางไปจนถึงฟันกรามน้อยบน รวมถึงรากฝั่งใกล้กลาง (Mesio-buccal root) ของฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่ง (ซี่ 16 หรือ 26) 

• กระดูกเบ้าฟัน (Alveolar bone) และเยื่อหุ้มกระดูกบริเวณดังกล่าว 

• เนื้อเยื่ออ่อนบริเวณริมฝีปากบน 

• ผิวหนังเปลือกตาล่าง และปีกจมูกข้างที่ฉีดยาชา 

16
New cards

ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Anterior superior alveolar nerve block (ASA block) ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?

• A: ครอบคลุมบริเวณ:

• เยื่อบุผิวริมฝีปากด้านหน้าและปีกจมูก 

• เหงือกและกระดูกเบ้าฟันด้านนอก ตั้งแต่ฟันตัดซี่กลางไปจนถึงฟันเขี้ยวบน

17
New cards

ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Middle superior alveolar nerve block (MSA block) ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?

• A: ครอบคลุมบริเวณ:

• ตัวฟันและประสาทฟันของฟันกรามน้อยบนทั้งสองซี่ รวมถึงรากฝั่งใกล้กลาง (Mesio-buccal root) ของฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งบน 

• เหงือกด้านนอกและกระดูกเบ้าฟันในบริเวณดังกล่าว 

18
New cards

ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Posterior superior alveolar nerve block (PSA block) ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?

• A: ครอบคลุมบริเวณ:

• ฟันกรามบนทุกซี่ ยกเว้นรากฝั่งใกล้กลาง (Mesio-buccal root) ของฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งบน 

• เนื้อเยื่ออ่อน (เหงือก) และกระดูกเบ้าฟันที่ปกคลุมบริเวณฟันกรามบนทางด้านนอกเพดานปาก 

19
New cards

ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Nasopalatine nerve block ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?

• A: ครอบคลุมบริเวณ:

• ส่วนหน้าของเพดานแข็ง รวมถึงกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนที่ปกคลุม 

• ขอบเขตการชาจะยาวตั้งแต่ด้านในเพดานของฟันเขี้ยวข้างหนึ่งไปจนถึงฟันเขี้ยวอีกข้างหนึ่ง (เขี้ยวถึงเขี้ยวบน)

20
New cards

ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Greater palatine nerve block ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?

• A: ครอบคลุมบริเวณ:

• ส่วนหลังของเพดานแข็ง 

• เยื่อบุผิวที่ปกคลุมส่วนหลังของเพดานแข็ง ตั้งแต่บริเวณฟันกรามน้อยซี่ที่ 1 ไปจนถึงฟันกรามซี่สุดท้าย

21
New cards

ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Lesser palatine nerve block ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?

• A: ครอบคลุมบริเวณ:

• ลิ้นไก่ 

• เยื่อบุผิวบริเวณเพดานอ่อน (Soft palate)

22
New cards

ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Inferior alveolar nerve block (IANB) ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?

• A: ครอบคลุมบริเวณ:

• ตัวกระดูกขากรรไกรล่าง (Body of mandible) และส่วนล่างของกระดูกขากรรไกรล่างแนวตั้ง (Ramus) 

• ฟันล่างทั้งหมดในข้างที่ฉีด ตั้งแต่ฟันตัดซี่กลางไปจนถึงฟันกรามซี่สุดท้าย (ฟันซี่ 41-48 และ 31-38) 

• เยื่อบุช่องปากที่อยู่ด้านหน้าต่อรูเปิดเส้นประสาทคาง (Mental foramen) 

• หมายเหตุ: จะชาบริเวณ 2/3 ส่วนหน้าของลิ้น, พื้นช่องปาก และเนื้อเยื่ออ่อนฝั่งด้านลิ้นด้วย เนื่องจากเส้นประสาทลิ้น (Lingual nerve) มักจะได้รับยาชาไปด้วยพร้อมกัน

23
New cards

ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Long buccal nerve block ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?

• A: ครอบคลุมบริเวณ:

• เยื่อบุช่องปากทางด้านข้างแก้ม และเยื่อหุ้มกระดูกบริเวณฟันกรามล่างทั้ง 3 ซี่ 

24
New cards

ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Mental nerve block ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?

• A: ครอบคลุมบริเวณ:

• เนื้อเยื่ออ่อนของขากรรไกรล่างส่วนหน้า นับถัดจากรูเปิดเส้นประสาทคาง (Mental foramen) ออกมาทางด้านหน้า 

• ชาตั้งแต่บริเวณฟันกรามน้อยไปจนถึงฟันตัดซี่กลางฝั่งล่าง 

• ริมฝีปากล่างครึ่งหนึ่งในข้างที่ได้รับการฉีดยาชา

25
New cards

ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Mandibular nerve block (Gow-Gates technique) ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?

• A: ครอบคลุมบริเวณที่กว้างมากในขากรรไกรล่างข้างที่ฉีด ได้แก่:

• ฟันล่างครึ่งหนึ่งของขากรรไกรล่าง (ตั้งแต่ซี่ที่ 1 ถึงซี่ที่ 8 เฉพาะข้างที่ฉีด) 

• เนื้อเยื่ออ่อน, เยื่อหุ้มกระดูก รวมถึงกระดูก ทั้งทางด้านแก้มและด้านลิ้น 

• ลิ้นครึ่งซีก และพื้นช่องปากครึ่งซีก 

• ผิวหนังที่ปกคลุมกระดูกโหนกแก้มทางด้านท้าย ใบหูด้านหน้า และรูหูชั้นนอก 

• ข้อต่อขากรรไกร (Temporomandibular joint - TMJ) 

• ต่อมน้ำลาย 

26
New cards

การฉีดยาชาบล็อกเส้นประสาทฟันล่าง (Inferior alveolar nerve block) มีกี่วิธี? คือวิธีใดบ้าง?

• A: มี 2 วิธี ได้แก่:

1. วิธีฉีดโดยตรง (Direct technique) 

2. วิธีฉีดโดยอ้อม (Indirect technique)

27
New cards

เส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 มีชื่อว่าอะไร? มีกี่แขนง (ที่สำคัญในบริเวณใบหน้า)?

• A: มีชื่อว่า Facial nerve มี 5 แขนงหลัก ได้แก่:

1. Temporal branch 

2. Zygomatic branch 

3. Buccal branch 

4. Marginal mandibular branch 

5. Cervical branch

28
New cards

เส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 มีชื่อว่าอะไร? มีกี่แขนงใหญ่? แต่ละแขนงชื่อว่าอะไรและไปเลี้ยงที่บริเวณใดบ้าง?

• A: มีชื่อว่า Trigeminal nerve แบ่งออกเป็น 3 แขนงใหญ่ ดังนี้:

1. Ophthalmic nerve (\bm{V_1}): ทำหน้าที่รับความรู้สึก (Sensory) บริเวณใบหน้าส่วนบน เช่น หน้าผาก, เปลือกตาบน, จมูก, ข้างจมูก และเยื่อบุโพรงจมูกส่วนบน 

2. Maxillary nerve (\bm{V_2}): ทำหน้าที่รับความรู้สึก (Sensory) บริเวณใบหน้าส่วนกลาง เช่น แก้ม, เปลือกตาล่าง, ข้างจมูก, เหงือกบน, ฟันบน, เพดานปาก และเยื่อบุโพรงจมูก 

3. Mandibular nerve (\bm{V_3}): ทำหน้าที่ทั้งรับความรู้สึก (Sensory) และควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ (Motor) 

• Sensory: รับความรู้สึกจากฟันล่าง, เหงือกด้านล่าง, ริมฝีปากล่าง, คาง และลิ้นส่วนหน้า 2/3 

• Motor: ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการบดเคี้ยว และขากรรไกรล่าง 

29
New cards

การถอนฟันมีกี่วิธีหลักๆ? คือวิธีใดบ้าง?

• A: แบ่งออกเป็น 3 วิธี ได้แก่:

1. การถอนฟันโดยใช้คีมถอนฟัน (Forceps technique) 

2. การถอนฟันโดยใช้เครื่องมือแซะ/ลิฟต์ (Elevator technique) 

3. การถอนฟันโดยการแบ่งฟัน (Tooth division technique)

30
New cards

แรงที่ใช้ในการโยกฟัน (เพื่อขยายเบ้าฟัน) มีกี่รูปแบบ? คือรูปแบบใดบ้าง?

• A: มี 5 รูปแบบ ได้แก่:

• แรงกดลงล่าง (Apical force) 

• แรงดันไปทางด้านแก้ม (Buccal force) 

• แรงดันไปทางด้านลิ้น/เพดาน (Lingual/Palatal force) 

• แรงหมุน (Rotational force) 

• แรงดึงฟันออกจากเบ้า (Traction/Separation force)

31
New cards

ขั้นตอนในการผ่าตัดถอนฟัน (Surgical extraction) มีอะไรบ้าง?

• A: ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้:

• การฉีดยาชาเฉพาะที่ (Local anesthesia) 

• การผ่าตัดเปิดแผ่นเหงือก (Flap operation) 

• การกรอกระดูก/ตัดกระดูกที่ขัดขวางออก (Bone removal) 

• การตัดแบ่งฟัน (Odontectomy / Tooth division) 

• การเย็บปิดแผล (Suture) 

32
New cards

ข้อบ่งชี้ในการถอนฟัน (Indications for tooth extraction) มีอะไรบ้าง?

• A: มีดังต่อไปนี้:

• ฟันที่ผุมากจนไม่สามารถบูรณะได้ 

• ฟันที่เป็นโรคปริทันต์อักเสบรุนแรงและไม่สามารถรักษาเก็บไว้ได้ 

• ฟันน้ำนมที่ไม่ยอมหลุดตามเวลา จนขัดขวางการขึ้นของฟันแท้ที่จะมาแทนที่ 

• ฟันที่จำเป็นต้องถอนเพื่อร่วมกับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน 

• ฟันที่ต้องถอนเพื่อการใส่ฟันเทียม หรือฟันบางซี่ที่อยู่ในตำแหน่งขัดขวางการใส่ฟันเทียม 

• ฟันที่ประสบอุบัติเหตุ ฟันแตก หรือรากฟันหักที่ไม่สามารถอุดหรือรักษาคลองรากฟันได้ 

• ฟันที่อยู่ในบริเวณกระดูกเบ้าฟันหัก หรือกระดูกขากรรไกรหัก ซึ่งต้องพิจารณาผู้ป่วยแต่ละรายอย่างละเอียดว่าควรถอนหรือเก็บไว้ 

• ฟันที่มีรอยโรคบริเวณรอบปลายรากฟัน เช่น ถุงน้ำ (Cyst), เนื้องอก (Tumor), กระดูกอักเสบ (Osteomyelitis) หรือกระดูกตาย (Bone necrosis) 

• ฟันที่อยู่ในบริเวณที่จะต้องเข้ารับการฉายรังสีรักษา 

• ฟันคุด ฟันเก หรือฟันเกินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ 

• ในผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาคลองรากฟันได้ หรือไม่มีเวลามาเข้ารับการรักษาในระยะยาว 

33
New cards

ข้อห้ามในการถอนฟัน (Contraindications for tooth extraction) มีอะไรบ้าง?

• A: แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ:

1. ข้อห้ามเฉพาะที่ (Local contraindications):

• ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อที่รุนแรงและเฉียบพลัน 

• มีการติดเชื้อรอบตัวฟันอย่างเฉียบพลัน (เช่น Pericoronitis เฉียบพลัน) 

2. ข้อห้ามจากโรคทางระบบต่างๆ (Systemic contraindications):

• โรคเบาหวาน (ที่ยังควบคุมไม่ได้) 

• โรคหัวใจ 

• โรคเลือด / ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด 

• โรคไตเรื้อรัง 

• โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Thyrotoxicosis) 

• ผู้ป่วยที่ได้รับยาเตียรอยด์ (Steroids) เป็นเวลานาน 

• ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและยังควบคุมไม่ได้ 

• ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ยังควบคุมไม่ได้ 

• ผู้ป่วยตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรก (1st trimester) และไตรมาสสุดท้าย (3rd trimester) 

34
New cards

ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการถอนฟันคืออะไร?

• A: เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก:

1. ตัวผู้ป่วยเอง 

2. ทันตแพทย์ 

3. เครื่องมือและอุปกรณ์ 

35
New cards

หลักการทั่วไปในการป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการถอนฟันมีอะไรบ้าง?

• A: ประกอบด้วย:

• ซักประวัติผู้ป่วยอย่างละเอียด โดยเฉพาะประวัติทางการแพทย์ (โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง) 

• ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน ควรมีการเตรียมความพร้อมไว้ก่อนร่วมกับการปรึกษาแพทย์ประจำตัวของผู้ป่วย 

• สื่อสารกับผู้ป่วยให้เข้าใจก่อนทำการถอนฟัน เช่น จะถอนฟันซี่ไหน มีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้างที่อาจจะเกิดขึ้น และให้คำแนะนำหลังการถอนฟัน 

• ประเมินฟันที่จะถอนว่าอาจมีปัญหาแทรกซ้อนอะไรบ้าง และวางแผนล่วงหน้าว่าจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร 

• นัดผู้ป่วยกลับมาติดตามผลการรักษาเมื่อจำเป็น 

• ในกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาภาวะแทรกซ้อนได้ด้วยตัวเอง ควรส่งต่อผู้ป่วยไปรักษากับศัลยแพทย์ช่องปากต่อไป 

36
New cards

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในขณะที่ทำการถอนฟัน (Intraoperative complications) มีอะไรบ้าง?

• A: ได้แก่:

• ฟันและรากฟันหัก (Tooth and root fractures) 

• ฟันเปลี่ยนตำแหน่งเข้าไปในช่องว่างเนื้อเยื่อ (Tooth displacement) 

• การกลืนฟันหรือฟันหลุดเข้าทางเดินหายใจ (Tooth swallowing and aspiration) 

• การบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่ออ่อน (Soft tissue trauma) 

• เลือดออกจากเนื้อเยื่ออ่อนขณะทำหัตถการ (Primary tissue hemorrhage) 

• เลือดออกจากกระดูก (Bony hemorrhage) 

• ปุ่มกระดูกขากรรไกรบนหัก (Fracture of maxillary tuberosity) 

• กระดูกขากรรไกรล่างหัก (Fracture of mandible) 

• ข้อต่อขากรรไกรหลุด (TMJ dislocation) 

• ภาวะแทรกซ้อนทางเส้นประสาท (Nerve complications) 

• เกิดช่องทะลุระหว่างช่องปากและโพรงอากาศแม็กซิลลา (Oroantral communication - OAC) 

• รากฟันหลุดเข้าไปในโพรงอากาศแม็กซิลลา (Root fracture into maxillary sinus)

37
New cards

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการถอนฟัน (Postoperative complications) มีอะไรบ้าง?

• A: ได้แก่:

• เบ้าฟันอักเสบ หรือเบ้าฟันแห้ง (Alveolar osteitis or dry socket) 

• ภาวะเลือดไหลไม่หยุดหลังการถอนฟัน (Postoperative bleeding) 

• การติดเชื้อภายหลังการถอนฟัน (Postoperative infection) 

38
New cards

การแก้ไขภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการแตกหักของฟันหรือรากฟัน ควรทำอย่างไร?

• A: แนวทางการแก้ไขมีดังนี้:

• กรณีตัวฟันที่จะถอนแตกหัก: ต้องนำเศษฟันออกให้หมด และตรวจเช็กให้ดีเพื่อไม่ให้มีเศษฟันตกค้าง 

• กรณีรากฟันหัก: หากจำเป็นต้องถ่ายภาพรังสี (X-ray) เพื่อประเมินตำแหน่งและรูปร่างของรากฟันที่หัก 

• การนำรากฟันออกให้เริ่มจากการพยายามนำออกโดยไม่ต้องผ่าเปิดแผ่นเหงือกก่อน 

• หากไม่สามารถนำรากฟันออกได้ ให้ใช้วิธีผ่าเปิดแผ่นเหงือกและกรอตัดกระดูก (Surgical extraction) 

• กรณีฟันข้างเคียงหัก หรือวัสดุอุดของฟันข้างเคียงแตกหัก:

• หากไม่ลึกมาก ให้นัดผู้ป่วยมาอุดฟันใหม่ในครั้งต่อไป 

• หากรอยแตกหักลึกมาก อาจพิจารณาบูรณะแบบชั่วคราวไว้ก่อน แล้วค่อยนัดมาอุดฟันถาวรในครั้งต่อไป 

39
New cards

อันตรายที่มักเกิดขึ้นกับเนื้อเยื่ออ่อน (เยื่อบุผิว) ในขณะถอนฟัน มีสาเหตุมาจากอะไร และควรแก้ไขอย่างไร?

• A: มีรายละเอียดดังนี้:

1. สาเหตุ:

• เกิดจากการดึงรั้งเนื้อเยื่ออ่อน โดยเฉพาะแผ่นเหงือกมากเกินไป หรือการผ่าเปิดแผ่นเหงือกกว้างไม่เพียงพอ ทำให้แผ่นเหงือกตึงและฉีกขาดง่าย 

• เครื่องมือถอนฟันลื่นไถล (Slippage of instruments) 

• การใช้เครื่องมือที่ยังร้อนอยู่จากการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูง โดยไม่ได้ปล่อยให้เย็นตัวลงก่อน 

• เครื่องมือกดทับลงบนเนื้อเยื่อที่อยู่ในอาการชา เช่น ริมฝีปากและลิ้น 

• ความไม่ระมัดระวังในขณะลงใบมีดเพื่อเปิดแผ่นเหงือก 

2. วิธีแก้ไข:

• หากเป็นแผลฉีกขาด (Laceration) ให้เย็บแผลกลับเข้าตำแหน่งเดิม 

• หากเป็นแผลถลอก (Abrasion) หรือแผลจากการโดนกดทับ (Crushing injuries) หลังจากถอนฟันเสร็จแล้วให้ทายาเพื่อลดการระคายเคือง (เช่น 0.1% Triamcinolone acetonide) 

• ให้การรักษาตามอาการ เช่น หากมีอาการปวดให้ยาแก้ปวด และหากมีอาการแสดงของการติดเชื้อควรให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย 

40
New cards

Primary soft tissue hemorrhage หมายถึงอะไร? มีสาเหตุมาจากอะไร และควรแก้ไขอย่างไร?

• A: มีรายละเอียดดังนี้:

1. ความหมาย: หมายถึง ภาวะเลือดออกจากเนื้อเยื่ออ่อนที่เกิดขึ้นในขณะทำการถอนฟัน หรือเกิดขึ้นทันทีหลังจากการถอนฟัน ทั้งการถอนฟันแบบปกติและการผ่าตัดถอนฟัน 

2. สาเหตุ:

• เกิดอันตรายหรือความบอบช้ำต่อเนื้อเยื่ออ่อนมากเกินไปขณะผ่าตัด 

• การถอนฟันหรือผ่าตัดถอนฟันในบริเวณที่มีการอักเสบติดเชื้อ ซึ่งบริเวณดังกล่าวจะมีหลอดเลือดมาเลี้ยงจำนวนมาก 

• ผู้ป่วยมีความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด 

3. การแก้ไข:

• ให้กัดผ้าก๊อซ (Guaze) ไว้แน่นๆ ประมาณ 15-30 นาที 

• หากมีเนื้อเยื่ออักเสบ (Granulation tissue) ให้ขูดออกให้หมด ล้างด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ แล้วให้กัดผ้าก๊อซ 

• หากเลือดไหลไม่หยุด ให้ใช้แผ่นซับเลือดสังเคราะห์ที่ละลายได้เอง (Surgical gelfoam) 

• หากยังไม่หยุดไหล ให้ส่งผู้ป่วยไปตรวจค่าโลหิตและส่งปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง (เช่น ตรวจ CBC, PT, PTT) 

41
New cards

ภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้มีเลือดออกจากกระดูก (Bony hemorrhage) เกิดจากสาเหตุใด?

• A: เกิดจากสาเหตุหลักๆ ดังนี้:

• กระดูกแตกหักจากการถอนฟัน เช่น การแตกหักของแผ่นกระดูกทางด้านแก้มหรือด้านลิ้น 

• เกิดอันตรายต่อหลอดเลือดที่อยู่ในกระดูกขากรรไกรล่าง (Inferior alveolar vessels) จากรากฟันหรือเครื่องมือ 

• การถอนฟันในบริเวณกระดูกที่มีการอักเสบติดเชื้อ ซึ่งจะมีเลือดมาเลี้ยงในปริมาณมาก 

• การถอนฟันในบริเวณกระดูกที่มีรอยโรค เช่น ถุงน้ำ เนื้องอก หรือมีความผิดปกติของการสร้างหลอดเลือด (Arteriovenous malformation) 

• ผู้ป่วยมีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด

42
New cards

วิธีแก้ไขภาวะแทรกซ้อนที่มีเลือดออกจากกระดูก (Bony hemorrhage) ควรทำอย่างไร?

• A: แนวทางการแก้ไขมีดังนี้:

• ในเบื้องต้น: ให้ใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำเกลือหมาดๆ อัดเข้าไปในเบ้าฟันให้แน่น แล้วให้ผู้ป่วยกัดผ้าก๊อซที่รองไว้ด้านบนอีกชั้นหนึ่ง กัดแน่นๆ นานประมาณ 15-20 นาที เมื่อเลือดหยุดแล้วจึงบีบปรับแต่งกระดูกเบ้าฟันให้เข้าที่ แล้วให้กัดผ้าก๊อซตามปกติ 

• หากเห็นจุดเลือดออกชัดเจน: อาจใช้เครื่องมือปลายทู่ (เช่น ปลายคีมจับหลอดเลือด - Hemostat) ถูหรือกดบริเวณจุดเลือดออก เพื่อให้เศษกระดูกไปอุดปิดจุดเลือดออกนั้น 

• หากเลือดยังไม่หยุดไหล: ให้ใส่สารห้ามเลือดชนิดละลายได้เอง เช่น Surgical gelfoam ลงในเบ้าฟันที่มีเลือดออก แล้วใช้ผ้าก๊อซกดทับให้แน่นประมาณ 1-2 นาที หากมีเลือดออกจากเนื้อเยื่ออ่อนร่วมด้วย ให้เย็บปิดแผลถอนฟันเป็นรูปเลขแปด (Figure-of-eight suture) 

43
New cards

การแตกหักของปุ่มกระดูกขากรรไกรบน (Maxillary tuberosity fracture) มีสาเหตุมาจากอะไร?

• A: เกิดจากสาเหตุหลักๆ ดังนี้:

• การถอนฟันกรามบนซี่ใหญ่ด้วยเทคนิคที่ไม่ถูกต้อง 

• การถอนฟันกรามบนซี่ใหญ่ โดยเฉพาะฟันกรามซี่ที่ 2 หรือ 3 ที่ยื่นยาวออกลงมามากเนื่องจากไม่มีฟันคู่สบ 

• ความผิดปกติของรากฟันกรามบนซี่ใหญ่ เช่น รากฟันโค้งงอ, รากฟันมีขนาดใหญ่มาก หรือรากฟันยึดติดกับกระดูกอย่างหนาแน่น (Ankylosis) 

44
New cards

การแก้ไขในกรณีที่กระดูกปุ่มขากรรไกรบน (Maxillary tuberosity) แตกหัก ควรทำอย่างไร?

• A: แนวทางการรักษามีดังนี้:

• กรณีปุ่มกระดูกขากรรไกรบนหักเป็นชิ้นเล็ก และมีการเคลื่อนตัวเพียงเล็กน้อย: ให้ทำศัลยกรรมถอนฟันโดยการแบ่งฟัน แล้วนำฟันออก ส่วนชิ้นกระดูกที่แตกหักให้ปล่อยทิ้งไว้ เพื่อให้กระดูกสมานและหายเองตามธรรมชาติ 

• กรณีปุ่มกระดูกขากรรไกรบนหักเป็นชิ้นใหญ่: หากถอนฟันพร้อมกับนำกระดูกชิ้นนั้นออกมา อาจทำให้เกิดช่องทะลุระหว่างช่องปากและโพรงอากาศแม็กซิลลา (\bm{OAC}) ได้ ดังนั้นจึงควรทำการยึดตรึงฟันและกระดูกให้อยู่กับที่ (Splint) ไว้ประมาณ 6 สัปดาห์ เพื่อรอให้กระดูกสมานตัวดีก่อน แล้วจึงทำการผ่าตัดถอนฟันออกในภายหลัง 

45
New cards

กระดูกขากรรไกรล่างหัก (Mandibular fracture) จากการถอนฟัน มีสาเหตุมาจากอะไร?

• A: เกิดจากสาเหตุหลักๆ ดังนี้:

• การใช้แรงงัดฟันหรือแรงในการถอนฟันมากเกินไป 

• การถอนฟันกรามล่างซี่ที่สาม (ฟันคุด) ที่อยู่ลึกมาก ร่วมกับการใช้แรงงัดฟันที่มากเกินไป 

• กระดูกขากรรไกรล่างบริเวณที่ถอนฟันมีพยาธิสภาพที่ทำให้กระดูกบางลงหรือมีความแข็งแรงลดลง เช่น มีถุงน้ำ (Cyst) หรือเนื้องอกขนาดใหญ่ หรือมีภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis)

46
New cards

การแก้ไขในกรณีที่กระดูกขากรรไกรล่างหักจากการถอนฟัน ควรทำอย่างไร?

• A: แนวทางการรักษามีดังนี้:

• ให้หยุดการถอนฟันทันที แล้วอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจเพื่อลดความวิตกกังวล 

• ส่งต่อผู้ป่วยไปรักษากับศัลยแพทย์ช่องปากและขากรรไกรทันที เพื่อทำการจัดกระดูกขากรรไกรที่หักให้เข้าที่เดิม (Reduction) และทำการยึดตรึงกระดูกที่หักไม่ให้เคลื่อนไหว (Fixation and immobilization) เป็นระยะเวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ 

47
New cards

สาเหตุของข้อต่อขากรรไกรหลุด (TMJ dislocation) ในขณะที่ถอนฟันเกิดจากอะไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไร?

• A: มีรายละเอียดดังนี้:

1. สาเหตุ:

• การถอนฟันล่างด้วยแรงที่รุนแรง โดยไม่ได้ประคองหรือจับยึดกระดูกขากรรไกรล่างไว้ 

• ผู้ป่วยมีประวัติข้อต่อขากรรไกรหลุดง่ายอยู่ก่อนแล้ว 

2. วิธีแก้ไข:

• ให้ใช้วิธีกดจัดกระดูกขากรรไกรล่างให้กลับเข้าที่เดิม โดยให้ผู้ป่วยนั่งตัวตรง ศีรษะพิงพนักรองให้มั่นคง ทันตแพทย์ยืนด้านหน้าผู้ป่วย ใช้ผ้าก๊อซรองบริเวณด้านบดเคี้ยวของฟันกรามล่าง แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างวางบนผ้าก๊อซ ส่วนนิ้วที่เหลือประคองอยู่ใต้ขอบล่างของกระดูกขากรรไกรล่าง จากนั้นออกแรงกดกระดูกขากรรไกรล่างลงล่างและผลักไปทางด้านหลัง (Downward and backward) ควรลองทำดู 2-3 ครั้ง จนกระทั่งหัวคอนไดล์ (Condylar head) กลับเข้าสู่แอ่งข้อต่อขากรรไกร (Glenoid fossa) ตามเดิม 

• ในกรณีที่ทำตามวิธีแรกแล้วไม่ได้ผล เนื่องจากผู้ป่วยมีอาการปวดเกร็งมาก ควรใช้ยาแก้ปวดชนิดฉีด หากยังไม่ได้ผลควรทำภายใต้การดมยาสลบ โดยต้องปรึกษาศัลยแพทย์ช่องปากและวิสัญญีแพทย์ก่อน 

• การป้องกัน: สามารถป้องกันได้โดยการให้ผู้ป่วยกัดบล็อกยาง (Bite block) ไว้ในขณะถอนฟัน เพื่อช่วยยึดขากรรไกรล่างให้อยู่กับที่ในขณะที่ออกแรงถอนฟัน

48
New cards

อาการแสดงในกรณีที่มีการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทในขณะถอนฟัน มีอะไรบ้าง?

• A: มีอาการดังนี้:

• อาการปวดอย่างรุนแรง 

• อาการเจ็บแปลบๆ คล้ายโดนไฟช็อต 

• มีเลือดออกมาก 

• มีอาการชาเป็นเวลานานเกินกว่าระยะเวลาการออกฤทธิ์ของยาชาตามปกติ 

49
New cards

การเกิดช่องทะลุระหว่างช่องปากและโพรงอากาศแม็กซิลลา (Oroantral communication - OAC) มีสาเหตุมาจากอะไร?

• A: เกิดจากสาเหตุหลักๆ ดังนี้:

• รากฟันยื่นเข้าไปในโพรงอากาศแม็กซิลลา (Maxillary sinus) 

• การถอนฟันกรามบนที่อยู่โดดเดี่ยว (Lone standing molar) เนื่องจากพื้นของโพรงอากาศแม็กซิลลามักจะหย่อนต่ำลงมาคลุมรากฟันกรามมากกว่าปกติ (Pneumatization) 

• รากฟันยึดติดกับกระดูกอย่างหนาแน่น (Ankylosis) 

• มีรอยโรคบริเวณปลายรากฟันที่ยื่นเข้าไปในโพรงอากาศ เช่น ถุงหนองปลายรากฟัน (Periapical abscess), เนื้อเยื่ออักเสบปลายรากฟัน (Granuloma) หรือถุงน้ำ (Cyst) เป็นต้น

50
New cards

วิธีแก้ไขการเกิดช่องทะลุระหว่างช่องปากและโพรงอากาศแม็กซิลลา (OAC) ทำอย่างไร?

• A: มีแนวทางการรักษาดังนี้:

• ประเมินขนาดของรูทะลุ 

• หากรูทะลุมีขนาดเล็กกว่า 0.5 cm ลงไป: ไม่จำเป็นต้องทำหัตถการเพิ่ม ให้พยายามห้ามเลือดให้ดี 

• หากรูทะลุมีขนาดใหญ่กว่า 0.5 cm ขึ้นไป: จำเป็นต้องเย็บปิดช่องทะลุโดยการเปิดและดึงแผ่นเนื้อเหงือกมาปิด (Flap advancement) เช่น Buccal advancement flap หรือ Palatal advancement flap 

• สั่งห้ามผู้ป่วยไอหรือจามแรงๆ เป็นเวลา 7-10 วัน 

• จ่ายยาปฏิชีวนะและยาแก้ปวดให้ผู้ป่วย 

• นัดตรวจติดตามผล 

• ห้ามใช้เครื่องมือกดหรือแยงเข้าไปบริเวณก้นเบ้าฟัน

51
New cards

สาเหตุของการเกิดภาวะเบ้าฟันอักเสบ/เบ้าฟันแห้ง (Dry socket) คืออะไร?

• A: แม้ว่าสาเหตุที่แน่ชัดจะยังไม่ทราบ แต่มีปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้เกิดภาวะนี้ ได้แก่:

• การบาดเจ็บหรือบอบช้ำอย่างรุนแรงต่อกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนในระหว่างหรือหลังการถอนฟัน (Excessive surgical trauma) 

• ผู้ป่วยชอบดูดแผล เขี่ยแผล หรือบ้วนน้ำบ่อยๆ ทำให้ลิ่มเลือด (Blood clot) หลุดออกไป 

• มีสิ่งแปลกปลอมหรือเนื้อเยื่อที่เป็นรอยโรคตกค้างอยู่ในเบ้าฟัน 

• ภาวะการขาดสารอาหารหรือขาดวิตามิน 

• ภาวะที่มีเลือดมาเลี้ยงกระดูกเบ้าฟันไม่เพียงพอ อาจเนื่องมาจากการใช้ยาชาที่มีส่วนผสมของยาบีบหลอดเลือด หรือกระดูกเบ้าฟันมีความหนาแน่นมากเกินไป 

• ภาวะการติดเชื้อ 

• การสลายตัวของลิ่มเลือด (Fibrinolysis) ทำให้ลิ่มเลือดละลายหายไป และส่งผลให้เกิดการอักเสบของกระดูกตามมา

52
New cards

การรักษาภาวะเบ้าฟันอักเสบ/เบ้าฟันแห้ง (Dry socket) ทำอย่างไร?

• A: แนวทางการรักษามีดังนี้:

• พิจารณาส่งถ่ายภาพรังสี (X-ray) เพื่อตรวจเช็กสิ่งแปลกปลอมหรือเศษรากฟันที่อาจตกค้างอยู่ หากพบให้ใส่ยาชาเฉพาะที่แล้วนำออก 

• ล้างทำความสะอาดเบ้าฟันด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal saline solution 0.9%) แล้วซับเบ้าฟันให้แห้งด้วยผ้าก๊อซอย่างเบามือ 

• ใส่แผ่นวัสดุหรือผ้าก๊อซชุบน้ำยาที่มีฤทธิ์ระงับเชื้อ (Antiseptic) และยาแก้ปวด เช่น Zinc oxide + Clove oil (Eugenol) โดยชุบหมาดๆ แล้วใส่ลงในเบ้าฟัน 

• นัดผู้ป่วยมาเปลี่ยนยาในวันรุ่งขึ้น โดยใส่ผ้าก๊อซชุบยาลงในเบ้าฟันหลวมๆ เพื่อให้เนื้อเยื่อสร้างใหม่ (Granulation tissue) สามารถเจริญเติบโตขึ้นมาจากก้นเบ้าฟันได้ หลังจากนั้นนัดผู้ป่วยมาล้างและเปลี่ยนยาทุกๆ 2-3 วัน จนกว่าอาการปวดจะหายไป 

• จ่ายยาแก้ปวดในกลุ่ม NSAIDs 

53
New cards

การแก้ไขภาวะเลือดไหลไม่หยุดหลังจากการถอนฟัน (Postoperative bleeding) ทำอย่างไร?

• A: แนวทางการรักษามีดังนี้:

• ตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเลือดที่ไหลออกมานั้นมาจากส่วนกระดูกหรือเนื้อเยื่ออ่อน 

• กรณีเลือดมาจากเนื้อเยื่ออ่อน:

• ให้กัดผ้าก๊อซ (Gauze) ไว้ประมาณ 15-30 นาที 

• หากมีเนื้อเยื่ออักเสบ (Granulation tissue) ให้ขูดออกให้หมด ล้างเบ้าฟันด้วยน้ำเกลือ แล้วให้คนไข้กัดผ้าก๊อซ 

• หากเลือดยังไหลไม่หยุด ให้ใช้แผ่นซับเลือดสังเคราะห์ (Surgical gelfoam) 

• กรณีเลือดมาจากกระดูก:

• ใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำเกลือหมาดๆ อัดเข้าไปในเบ้าฟันให้แน่น แล้วให้คนไข้กัดผ้าก๊อซที่รองไว้ด้านบนอีกชั้นหนึ่ง กัดแน่นๆ นานประมาณ 15-20 นาที เมื่อเลือดหยุดแล้วจึงบีบปรับแต่งกระดูกเบ้าฟันให้เข้าที่ แล้วให้กัดผ้าก๊อซตามปกติ 

• หากเลือดยังไหลไม่หยุด ให้ใช้สารห้ามเลือดชนิดละลายได้เอง เช่น Surgical gelfoam ใส่ลงในเบ้าฟันที่มีเลือดออก แล้วใช้ผ้าก๊อซกดทับให้แน่นประมาณ 1-2 นาที 

• หากมีเลือดออกจากเนื้อเยื่ออ่อนร่วมด้วย ให้เย็บแผลถอนฟันเป็นรูปเลขแปด (Figure of eight suture) 

54
New cards

กระบวนการหายของบาดแผลทั่วไป (Wound healing) มีกี่ระยะ? คือระยะใดบ้าง?

• A: มี 3 ระยะ ได้แก่:

1. ระยะที่มีเลือดออกและการอักเสบ (Stage of hemorrhage and inflammation) 

2. ระยะที่มีการสร้างเส้นใย หรือระยะการเจริญเติบโตของเซลล์ (Stage of fibroblastic หรือ Proliferation phase) 

3. ระยะที่เนื้อเยื่อเจริญเติบโตเต็มที่ หรือระยะปรับตัว (Maturation phase หรือ Remodeling phase) 

55
New cards

จงอธิบายกระบวนการหายของบาดแผลทั่วไปในระยะการอักเสบ (Inflammation stage)?

• A: กระบวนการในระยะนี้ประกอบด้วย:

• เส้นเลือดฝอยจะหดตัวในเวลา 2-3 นาที 

• ระยะต่อมา เม็ดเลือดขาวจะทำหน้าที่ผลิตสารสื่อประสาทเคมีในเส้นเลือด เช่น Prostaglandin และ Histamine ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและทำให้เส้นเลือดฝอยขยายตัว 

• พลาสม่า (Plasma) จะซึมไหลออกมาช่วยเจือจางสิ่งปนเปื้อน และจะเกิดการสะสมตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้บาดแผลมักมีอาการบวม 

• เม็ดเลือดขาวที่เดินทางออกมาในขบวนการช่วงแรกคือ Neutrophil จากนั้นจะตามด้วย Monocyte ซึ่งจะพัฒนาไปเป็น Macrophage เพื่อทำหน้าที่กำจัดสิ่งเศษเหลือและสิ่งแปลกปลอมออกไป

56
New cards

จงอธิบายกระบวนการหายของบาดแผลทั่วไปในระยะสร้างเนื้อเยื่อไฟโบรบลาสต์ (Fibroblastic stage)?

• A: กระบวนการในระยะนี้ประกอบด้วย:

• ระยะนี้จะมีปัจจัยการเจริญเติบโต (Growth factors) ที่หลั่งมาจากเกล็ดเลือด (Platelet), Neutrophil และ Macrophage ซึ่งจะทำหน้าที่กระตุ้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue) 

• เนื้อเยื่อเกี่ยวพันจะเจริญเติบโตแผ่ขยายเข้าไปในบริเวณบาดแผล 

• จากนั้นเซลล์ Fibrocyte จะเปลี่ยนสภาพไปเป็น Fibroblast เพื่อทำหน้าที่หลักในการสร้างคอลลาเจน (Collagen), เส้นใยยืดหยุ่น (Elastic fiber) และสารพื้นหลังเนื้อเยื่อ (Ground substance)

57
New cards

จงอธิบายกระบวนการหายของบาดแผลทั่วไปในระยะปรับตัวของแผล (Remodeling stage)?

• A: กระบวนการในระยะนี้ประกอบด้วย:

• เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 20 เป็นต้นไป และดำเนินไปเรื่อยๆ ซึ่งในบางกรณีอาจใช้เวลาในการปรับตัวยาวนานถึง 2 ปี 

• ระยะนี้จะมีการสลายตัวของคอลลาเจนเดิมและสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาทดแทน 

• คอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่จะมัดตัวกันแน่นขึ้น ส่งผลให้บาดแผลมีความแข็งแรงมากขึ้น โดยจะมีความแข็งแรงประมาณ 80-85% ของเนื้อเยื่อเดิม 

• เนื้อเยื่อแผลเป็นจะไม่มีความยืดหยุ่นเหมือนผิวเดิม เนื่องจากไม่มีการสร้างเส้นใย Elastin ขึ้นมาทดแทนได้ 

58
New cards

การหายของบาดแผลหลังการถอนฟัน (Healing of extraction socket) มีกี่ระยะ? คือระยะใดบ้าง?

• A: มี 4 ระยะ ได้แก่:

1. Coagulative phase (ระยะการแข็งตัวของเลือด) 

2. Proliferative phase (ระยะการแบ่งตัวของเซลล์) 

3. Osteogenic - remodeling phase (ระยะสร้างและปรับแต่งกระดูก) 

4. Epithelium formation (ระยะการสร้างเนื้อเยื่อบุผิว) 

59
New cards

จงอธิบายการหายของบาดแผลถอนฟันในระยะการเกาะกลุ่มของเม็ดเลือด (Coagulation phase)?

• A: กระบวนการมีดังนี้:

• เมื่อร่างกายได้รับการกระทบกระเทือนจากการถอนฟันหรือผ่าตัดนำฟันออก ร่างกายจะได้รับการกระตุ้นระบบการแข็งตัวของเลือดและปฏิกิริยาการอักเสบให้เริ่มทำงาน 

• ภายในแผลเบ้าฟันจะเต็มไปด้วยลิ่มเลือด (Blood clot) ซึ่งประกอบด้วย: เส้นใย Fibrin (Fibrin strands), เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือด 

• เซลล์ Neutrophil จะเริ่มเข้ามาในบาดแผล และยังมีเอ็นยึดปริทันต์ (Periodontal ligament) หลงเหลืออยู่ที่ผนังกระดูกเบ้าฟัน เกิดปฏิกิริยาการอักเสบร่วมกับการขยายตัวของหลอดเลือด 

• เริ่มต้นกระบวนการสร้างเซลล์ Fibroblast ภายในลิ่มเลือด 

60
New cards

อธิบายการหายของบาดแผลถอนฟันในระยะเพิ่มจำนวนของเซลล์ (Proliferation phase)?

• A: กระบวนการในระยะนี้ประกอบด้วย:

• มีการสลายตัวของลิ่มเลือด (Blood clot), การสร้างสารพื้นฐานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue matrix) และการเจริญของเส้นเลือดฝอยเข้าไปในบาดแผล 

• มีเซลล์สลายกระดูก (Osteoclast) เข้ามาในบริเวณแผล และเซลล์ต้นกำเนิดกระดูก (Osteoprogenitor cells) จะเปลี่ยนสภาพไปเป็นเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblasts) 

• หมายเหตุ: เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน แต่เป็นขบวนการที่แยกจากกัน 

61
New cards

จงอธิบายการหายของบาดแผลถอนฟันในระยะเปลี่ยนแปลงกระดูก (Osteogenic - remodeling phase)?

• A: กระบวนการในระยะนี้ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก:

• การผลิตเนื้อกระดูกอ่อนที่ยังไม่มีแร่ธาตุ (Secretion of osteoid) 

• การสะสมแร่ธาตุในเนื้อกระดูก (Mineralization of the matrix) 

• การปรับสภาพโครงสร้างของกระดูกให้สมบูรณ์ (Remodeling of bone) 

62
New cards

จงอธิบายการหายของบาดแผลถอนฟันในระยะสร้างเนื้อเยื่อบุผิว (Epithelium formation)?

• A: กระบวนการประกอบด้วย:

• การงอกของเยื่อบุช่องปากจะเริ่มงอกจากขอบกระดูกเบ้าฟันตั้งแต่วันที่ 4 หลังการถอนฟัน โดยจะค่อยๆ งอกออกมาปกคลุมด้านบนของลิ่มเลือดและเนื้อเยื่อที่สร้างขึ้นใหม่ (Granulation tissue) จนเยื่อเหงือกจากทั้งสองฝั่งมาประสานเชื่อมกัน 

• ในบาดแผลที่มีขนาดเล็ก แผลจะปิดสนิทได้ไวตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ส่วนในแผลขนาดใหญ่ เยื่อบุผิวอาจจะปิดสนิทในสัปดาห์ที่ 3 หรือ 4 

63
New cards

ปัจจัยที่มีผลต่อการหายของบาดแผลถอนฟันมีอะไรบ้าง?

• A: แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม:

• ปัจจัยทางระบบ/ปัจจัยทั่วไป (Systemic factors): อายุ, ภาวะขาดสารอาหาร, การใช้ยาบางกลุ่ม (เช่น ยาในกลุ่ม NSAIDs, ยาสเตียรอยด์) และโรคประจำตัวของผู้ป่วย 

• ปัจจัยเฉพาะที่ (Local factors): สิ่งแปลกปลอมตกค้าง (เช่น เศษฟันหรือเศษรากฟัน), การที่มีเลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอ, การติดเชื้อ, เนื้อตาย, การเย็บแผลที่ไม่เหมาะสม และการเกิดก้อนเลือดคั่ง (Hematoma)

64
New cards

การเย็บแผล (Suturing) มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?

• A: มีวัตถุประสงค์หลักๆ ดังนี้:

• เพื่อช่วยห้ามเลือด (Hemostasis) 

• เพื่อดึงขอบแผลให้เข้ามาชิดกันและยึดแผ่นเหงือก (Flap) ให้อยู่กับที่ ช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น 

• เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกเบ้าฟันหรือโครงสร้างด้านล่างสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมในช่องปากโดยตรง ช่วยลดการติดเชื้อ 

65
New cards

เข็มเย็บแผล (Suture needles) ที่ใช้ในทางทันตกรรมมีลักษณะอย่างไรบ้าง?

• A: โดยทั่วไปมีลักษณะดังนี้:

• รูปร่าง: นิยมใช้เข็มโค้ง (Curved needle) ซึ่งมีขนาดความโค้งตั้งแต่ \bm{3/8} ถึง \bm{1/2} ของวงกลม เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานในช่องปากที่มีพื้นที่จำกัด 

• หน้าตัดของเข็ม (Cross-section):

• แบบสามเหลี่ยมตัดขอบ (Cutting needle): ใช้สำหรับเย็บเนื้อเยื่อที่เหนียว เช่น เหงือกยึด (Attached gingiva) 

• แบบกลม (Round/Taper needle): ใช้สำหรับเย็บเนื้อเยื่อที่บอบบางและฉีกขาดง่าย เช่น เยื่อบุช่องปาก (Mucosa) 

66
New cards

ไหมเย็บแผล (Suture materials) แบ่งออกเป็นประเภทใดบ้าง?

• A: แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามการละลายตัว:

1. ไหมละลาย (Absorbable sutures): ร่างกายสามารถย่อยสลายและดูดซึมได้เอง เช่น ไหม Gut (Plain/Chromic catgut) หรือไหมสังเคราะห์ (เช่น Polyglycolic acid หรือ Vicryl) 

2. ไหมไม่ละลาย (Non-absorbable sutures): ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้ ต้องนัดผู้ป่วยกลับมาตัดไหมหลังผ่าตัด เช่น ไหมไหมพรมสีดำ (Silk) หรือไหมไนลอน (Nylon) 

67
New cards

ขนาดของไหมเย็บแผลที่นิยมใช้ในช่องปากคือขนาดใด?

• A: ขนาดที่นิยมใช้มากที่สุดคือ 3-0 (อ่านว่า สาม-ศูนย์) และ 4-0 (สี่-ศูนย์) ซึ่งเป็นขนาดที่มีความแข็งแรงเหมาะสมและไม่ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อในช่องปากมากเกินไป

68
New cards

เทคนิคการเย็บแผลที่ใช้บ่อยในทางศัลยศาสตร์ช่องปากมีอะไรบ้าง?

• A: มีดังต่อไปนี้:

• Simple interrupted suture (การเย็บแบบเดี่ยว): เป็นวิธีที่ง่ายและนิยมใช้มากที่สุด ขอบแผลแต่ละจุดจะแยกกันอย่างอิสระ 

• Continuous suture (การเย็บแบบต่อเนื่อง): เย็บผูกปมแรกแล้วเย็บต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ตัดไหมจนกว่าจะถึงจุดสุดท้าย ข้อดีคือทำได้รวดเร็ว 

• Figure-of-eight suture (การเย็บรูปเลขแปด): นิยมใช้เย็บปิดเบ้าฟันหลังถอนฟันเพื่อช่วยห้ามเลือดและประคองวัสดุห้ามเลือด (เช่น Gelfoam) ไว้ในเบ้าฟัน 

• Mattress suture (Horizontal / Vertical): ช่วยในการพลิกขอบแผลขึ้น (Eversion) และกระจายแรงตึงของแผลได้ดี

69
New cards

หลังจากการผ่าตัดหรือถอนฟัน ควรนัดผู้ป่วยกลับมาตัดไหม (Suture removal) ภายในกี่วัน?

• A: โดยทั่วไปจะนัดผู้ป่วยกลับมาตัดไหมภายใน 5 ถึง 7 วัน หลังการผ่าตัด เพื่อป้องกันไม่ให้เศษอาหารสะสมรอบปมไหม ซึ่งอาจก่อให้เกิดการอักเสบติดเชื้อตามมา

70
New cards

คำแนะนำหลังการถอนฟันที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยมีอะไรบ้าง?

• A: ประกอบด้วยคำแนะนำสำคัญดังนี้:

• ให้กัดผ้าก๊อซแน่นๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ห้ามพูดคุยหรือบ้วนน้ำลายในระหว่างนี้ 

• ห้ามอมน้ำแข็ง ห้ามใช้ลิ้นหรือนิ้วมือไปเขี่ยแผลเล่น 

• กลืนน้ำลายและเลือดตามปกติ ห้ามบ้วนน้ำหรือน้ำลายแรงๆ เพราะจะทำให้ลิ่มเลือดหลุดและเลือดไหลไม่หยุด 

• หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ร้อนจัด เผ็ดจัด หรืออาหารแข็งในวันแรก 

• งดสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง เพราะจะรบกวนการหายของแผลและเสี่ยงต่อการเกิดเบ้าฟันแห้ง (Dry socket)

71
New cards
72
New cards
73
New cards
74
New cards