1/73
Looks like no tags are added yet.
Name | Mastery | Learn | Test | Matching | Spaced | Call with Kai | Chat |
|---|
No analytics yet
Send a link to your students to track their progress
วัตถุประสงค์ของการระงับความรู้สึก (การใช้ยาชา) คืออะไร?
เพื่อป้องกันหรือลดอาการเจ็บปวดในขณะทำการรักษาทางทันตกรรมหรือการผ่าตัด
ยาชาเฉพาะที่ที่ใช้ในทางทันตกรรมแบ่งออกเป็นกี่กลุ่ม? คือกลุ่มใดบ้าง?
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่:
1. กลุ่มเอสเทอร์ (Ester)
2. กลุ่มเอไมด์ (Amide)
การควบคุมความเจ็บปวดในทางศัลยศาสตร์ช่องปากมีกี่วิธี? คือวิธีใดบ้าง?
มี 3 วิธี ได้แก่:
1. การใช้ยาชาเฉพาะที่ (Local anesthesia)
2. การทำให้ผู้ป่วยสงบในขณะที่ยังมีสติ (Conscious sedation)
3. การดมยาสลบ (General anesthesia)
ส่วนประกอบของยาชา (ในหลอด) มีอะไรบ้าง?
ประกอบด้วย:
• ตัวยาชา (Local analgesic agents)
• ยาบีบหลอดเลือด (Vasoconstrictor)
• สารกันบูด (Preservative agents)
• สารฆ่าเชื้อ (Antiseptic agents)
• ตัวทำละลาย/สารหล่อลื่น (Vehicle) ช่วยหล่อลื่นหลอดแก้วยาชา
ปัจจัยที่มีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาชาคืออะไรบ้าง?
ประกอบด้วย:
• กระบวนการสกัดกั้นความรู้สึก (Blocking process)
• ความเร็วในการออกฤทธิ์ (Onset)
• ระยะเวลาในการชา (Duration)
ยาชาในกลุ่มเอสเทอร์ (Ester) มีตัวยาอะไรบ้าง?
• A: ได้แก่:
• Cocaine
• Benzocaine
• Procaine
• Tetracaine
• Propoxycaine
• Chloroprocaine
ยาชาในกลุ่มเอไมด์ (Amide) มีตัวยาอะไรบ้าง?
• A: ได้แก่:
• Mepivacaine
• Etidocaine
• Lidocaine
• Prilocaine
• Bupivacaine
• Articaine
ช่องทางการให้ยาชาเฉพาะที่ในทางทันตกรรมมีทางใดบ้าง?
• A: มี 3 ช่องทางหลัก ได้แก่:
1. ทางการกิน (Oral route)
2. ทางการป้ายหรือทาบริเวณเยื่อบุผิว (Topical route)
3. ทางการฉีด (Injection)
ขนาดของเข็มฉีดยาชา (Gauge) ที่ใช้บ่อยมีกี่ขนาด? คือขนาดใดบ้าง?
• A: มี 3 ขนาด ได้แก่ ขนาด 25 G, 27 G, และ 30 G
ส่วนประกอบของหลอดยาชา (Carpule) มีอะไรบ้าง?
• A: ประกอบด้วย:
• Rubber plunger: ลูกสูบยางที่อยู่ด้านท้ายของหลอดยาชา
• Rubber diaphragm: แผ่นยางด้านหน้าหลอดยาชาที่เข็มจะแทงผ่าน
• Aluminum cap: ปลอกโลหะสำหรับหุ้มแผ่นยางด้านหน้า
• Glass tube: หลอดแก้วบรรจุยาชา
คนไข้ที่ไม่มีโรคประจำตัว สามารถใช้ยาชาได้สูงสุดเท่าใด?
• A: สามารถใช้สารอะดรีนาลีน (Epinephrine) ได้สูงสุด 0.2 mg ต่อครั้ง หรือเทียบเท่ากับยาชาที่มีส่วนผสมของ Epinephrine 1:100,000 ปริมาณ 20 ml (ประมาณ 10 หลอด)
การฉีดยาชาเฉพาะที่แบบซึมผ่าน (Infiltration) มีกี่วิธี? คือวิธีใดบ้าง?
• A: มี 8 วิธี ได้แก่:
1. Submucousal injection (ฉีดใต้เยื่อบุผิว)
2. Supraperiosteal injection (ฉีดเหนือเยื่อหุ้มกระดูก - นิยมใช้มากที่สุด)
3. Subperiosteal injection (ฉีดใต้เยื่อหุ้มกระดูก)
4. Intraligamentary injection (ฉีดเข้าเอ็นยึดปริทันต์)
5. Intraosseous injection (ฉีดเข้ากระดูกเบ้าฟัน)
6. Intraseptal injection (ฉีดเข้ากระดูกกั้นระหว่างรากฟัน)
7. Papillary injection (ฉีดเข้ายอดเหงือกสามเหลี่ยม)
8. Intrapulpal injection (ฉีดเข้าโพรงประสาทฟันโดยตรง)
การฉีดยาชาเฉพาะที่แบบบล็อกเส้นประสาทในขากรรไกรบน (Maxillary nerve block) มีอะไรบ้าง?
• A: แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ดังนี้:
1. จุด Block ทางด้านนอกเพดานปาก (Buccal/Labial aspect):
• Infraorbital Nerve Block (บล็อกเส้นประสาทใต้เบ้าตา)
• Anterior superior alveolar nerve block (ASA block)
• Middle superior alveolar nerve block (MSA block)
• Posterior superior alveolar nerve block (PSA block)
2. จุด Block ทางด้านในเพดานปาก (Palatal aspect):
• Nasopalatine nerve block (บล็อกเส้นประสาทนาโซพาลาไทน์)
• Greater palatine nerve block (บล็อกเส้นประสาทเกรเตอร์พาลาไทน์)
• Lesser palatine nerve block (บล็อกเส้นประสาทเลสเซอร์พาลาไทน์)
การฉีดยาชาเฉพาะที่แบบบล็อกเส้นประสาทในขากรรไกรล่าง (Mandibular nerve block) มีอะไรบ้าง?
• A: ได้แก่:
• Inferior alveolar nerve and lingual nerve block (บล็อกเส้นประสาทฟันล่างและประสาทลิ้น)
• Long Buccal Nerve Block (บล็อกเส้นประสาทแก้ม)
• Mental Nerve Block (บล็อกเส้นประสาทคาง)
• Mandibular Nerve Block (Gow-Gates technique)
• Vazirani-Akinosi technique (การบล็อกขณะคนไข้หุบปาก)
ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Infraorbital nerve block ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?
• A: ครอบคลุมบริเวณ:
• ฟันตัดซี่กลางไปจนถึงฟันกรามน้อยบน รวมถึงรากฝั่งใกล้กลาง (Mesio-buccal root) ของฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่ง (ซี่ 16 หรือ 26)
• กระดูกเบ้าฟัน (Alveolar bone) และเยื่อหุ้มกระดูกบริเวณดังกล่าว
• เนื้อเยื่ออ่อนบริเวณริมฝีปากบน
• ผิวหนังเปลือกตาล่าง และปีกจมูกข้างที่ฉีดยาชา
ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Anterior superior alveolar nerve block (ASA block) ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?
• A: ครอบคลุมบริเวณ:
• เยื่อบุผิวริมฝีปากด้านหน้าและปีกจมูก
• เหงือกและกระดูกเบ้าฟันด้านนอก ตั้งแต่ฟันตัดซี่กลางไปจนถึงฟันเขี้ยวบน
ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Middle superior alveolar nerve block (MSA block) ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?
• A: ครอบคลุมบริเวณ:
• ตัวฟันและประสาทฟันของฟันกรามน้อยบนทั้งสองซี่ รวมถึงรากฝั่งใกล้กลาง (Mesio-buccal root) ของฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งบน
• เหงือกด้านนอกและกระดูกเบ้าฟันในบริเวณดังกล่าว
ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Posterior superior alveolar nerve block (PSA block) ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?
• A: ครอบคลุมบริเวณ:
• ฟันกรามบนทุกซี่ ยกเว้นรากฝั่งใกล้กลาง (Mesio-buccal root) ของฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งบน
• เนื้อเยื่ออ่อน (เหงือก) และกระดูกเบ้าฟันที่ปกคลุมบริเวณฟันกรามบนทางด้านนอกเพดานปาก
ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Nasopalatine nerve block ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?
• A: ครอบคลุมบริเวณ:
• ส่วนหน้าของเพดานแข็ง รวมถึงกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนที่ปกคลุม
• ขอบเขตการชาจะยาวตั้งแต่ด้านในเพดานของฟันเขี้ยวข้างหนึ่งไปจนถึงฟันเขี้ยวอีกข้างหนึ่ง (เขี้ยวถึงเขี้ยวบน)
ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Greater palatine nerve block ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?
• A: ครอบคลุมบริเวณ:
• ส่วนหลังของเพดานแข็ง
• เยื่อบุผิวที่ปกคลุมส่วนหลังของเพดานแข็ง ตั้งแต่บริเวณฟันกรามน้อยซี่ที่ 1 ไปจนถึงฟันกรามซี่สุดท้าย
ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Lesser palatine nerve block ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?
• A: ครอบคลุมบริเวณ:
• ลิ้นไก่
• เยื่อบุผิวบริเวณเพดานอ่อน (Soft palate)
ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Inferior alveolar nerve block (IANB) ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?
• A: ครอบคลุมบริเวณ:
• ตัวกระดูกขากรรไกรล่าง (Body of mandible) และส่วนล่างของกระดูกขากรรไกรล่างแนวตั้ง (Ramus)
• ฟันล่างทั้งหมดในข้างที่ฉีด ตั้งแต่ฟันตัดซี่กลางไปจนถึงฟันกรามซี่สุดท้าย (ฟันซี่ 41-48 และ 31-38)
• เยื่อบุช่องปากที่อยู่ด้านหน้าต่อรูเปิดเส้นประสาทคาง (Mental foramen)
• หมายเหตุ: จะชาบริเวณ 2/3 ส่วนหน้าของลิ้น, พื้นช่องปาก และเนื้อเยื่ออ่อนฝั่งด้านลิ้นด้วย เนื่องจากเส้นประสาทลิ้น (Lingual nerve) มักจะได้รับยาชาไปด้วยพร้อมกัน
ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Long buccal nerve block ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?
• A: ครอบคลุมบริเวณ:
• เยื่อบุช่องปากทางด้านข้างแก้ม และเยื่อหุ้มกระดูกบริเวณฟันกรามล่างทั้ง 3 ซี่
ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Mental nerve block ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?
• A: ครอบคลุมบริเวณ:
• เนื้อเยื่ออ่อนของขากรรไกรล่างส่วนหน้า นับถัดจากรูเปิดเส้นประสาทคาง (Mental foramen) ออกมาทางด้านหน้า
• ชาตั้งแต่บริเวณฟันกรามน้อยไปจนถึงฟันตัดซี่กลางฝั่งล่าง
• ริมฝีปากล่างครึ่งหนึ่งในข้างที่ได้รับการฉีดยาชา
ขอบเขตการชาของการฉีดยาชาแบบ Mandibular nerve block (Gow-Gates technique) ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง?
• A: ครอบคลุมบริเวณที่กว้างมากในขากรรไกรล่างข้างที่ฉีด ได้แก่:
• ฟันล่างครึ่งหนึ่งของขากรรไกรล่าง (ตั้งแต่ซี่ที่ 1 ถึงซี่ที่ 8 เฉพาะข้างที่ฉีด)
• เนื้อเยื่ออ่อน, เยื่อหุ้มกระดูก รวมถึงกระดูก ทั้งทางด้านแก้มและด้านลิ้น
• ลิ้นครึ่งซีก และพื้นช่องปากครึ่งซีก
• ผิวหนังที่ปกคลุมกระดูกโหนกแก้มทางด้านท้าย ใบหูด้านหน้า และรูหูชั้นนอก
• ข้อต่อขากรรไกร (Temporomandibular joint - TMJ)
• ต่อมน้ำลาย
การฉีดยาชาบล็อกเส้นประสาทฟันล่าง (Inferior alveolar nerve block) มีกี่วิธี? คือวิธีใดบ้าง?
• A: มี 2 วิธี ได้แก่:
1. วิธีฉีดโดยตรง (Direct technique)
2. วิธีฉีดโดยอ้อม (Indirect technique)
เส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 มีชื่อว่าอะไร? มีกี่แขนง (ที่สำคัญในบริเวณใบหน้า)?
• A: มีชื่อว่า Facial nerve มี 5 แขนงหลัก ได้แก่:
1. Temporal branch
2. Zygomatic branch
3. Buccal branch
4. Marginal mandibular branch
5. Cervical branch
เส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 มีชื่อว่าอะไร? มีกี่แขนงใหญ่? แต่ละแขนงชื่อว่าอะไรและไปเลี้ยงที่บริเวณใดบ้าง?
• A: มีชื่อว่า Trigeminal nerve แบ่งออกเป็น 3 แขนงใหญ่ ดังนี้:
1. Ophthalmic nerve (\bm{V_1}): ทำหน้าที่รับความรู้สึก (Sensory) บริเวณใบหน้าส่วนบน เช่น หน้าผาก, เปลือกตาบน, จมูก, ข้างจมูก และเยื่อบุโพรงจมูกส่วนบน
2. Maxillary nerve (\bm{V_2}): ทำหน้าที่รับความรู้สึก (Sensory) บริเวณใบหน้าส่วนกลาง เช่น แก้ม, เปลือกตาล่าง, ข้างจมูก, เหงือกบน, ฟันบน, เพดานปาก และเยื่อบุโพรงจมูก
3. Mandibular nerve (\bm{V_3}): ทำหน้าที่ทั้งรับความรู้สึก (Sensory) และควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ (Motor)
• Sensory: รับความรู้สึกจากฟันล่าง, เหงือกด้านล่าง, ริมฝีปากล่าง, คาง และลิ้นส่วนหน้า 2/3
• Motor: ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการบดเคี้ยว และขากรรไกรล่าง
การถอนฟันมีกี่วิธีหลักๆ? คือวิธีใดบ้าง?
• A: แบ่งออกเป็น 3 วิธี ได้แก่:
1. การถอนฟันโดยใช้คีมถอนฟัน (Forceps technique)
2. การถอนฟันโดยใช้เครื่องมือแซะ/ลิฟต์ (Elevator technique)
3. การถอนฟันโดยการแบ่งฟัน (Tooth division technique)
แรงที่ใช้ในการโยกฟัน (เพื่อขยายเบ้าฟัน) มีกี่รูปแบบ? คือรูปแบบใดบ้าง?
• A: มี 5 รูปแบบ ได้แก่:
• แรงกดลงล่าง (Apical force)
• แรงดันไปทางด้านแก้ม (Buccal force)
• แรงดันไปทางด้านลิ้น/เพดาน (Lingual/Palatal force)
• แรงหมุน (Rotational force)
• แรงดึงฟันออกจากเบ้า (Traction/Separation force)
ขั้นตอนในการผ่าตัดถอนฟัน (Surgical extraction) มีอะไรบ้าง?
• A: ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้:
• การฉีดยาชาเฉพาะที่ (Local anesthesia)
• การผ่าตัดเปิดแผ่นเหงือก (Flap operation)
• การกรอกระดูก/ตัดกระดูกที่ขัดขวางออก (Bone removal)
• การตัดแบ่งฟัน (Odontectomy / Tooth division)
• การเย็บปิดแผล (Suture)
ข้อบ่งชี้ในการถอนฟัน (Indications for tooth extraction) มีอะไรบ้าง?
• A: มีดังต่อไปนี้:
• ฟันที่ผุมากจนไม่สามารถบูรณะได้
• ฟันที่เป็นโรคปริทันต์อักเสบรุนแรงและไม่สามารถรักษาเก็บไว้ได้
• ฟันน้ำนมที่ไม่ยอมหลุดตามเวลา จนขัดขวางการขึ้นของฟันแท้ที่จะมาแทนที่
• ฟันที่จำเป็นต้องถอนเพื่อร่วมกับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน
• ฟันที่ต้องถอนเพื่อการใส่ฟันเทียม หรือฟันบางซี่ที่อยู่ในตำแหน่งขัดขวางการใส่ฟันเทียม
• ฟันที่ประสบอุบัติเหตุ ฟันแตก หรือรากฟันหักที่ไม่สามารถอุดหรือรักษาคลองรากฟันได้
• ฟันที่อยู่ในบริเวณกระดูกเบ้าฟันหัก หรือกระดูกขากรรไกรหัก ซึ่งต้องพิจารณาผู้ป่วยแต่ละรายอย่างละเอียดว่าควรถอนหรือเก็บไว้
• ฟันที่มีรอยโรคบริเวณรอบปลายรากฟัน เช่น ถุงน้ำ (Cyst), เนื้องอก (Tumor), กระดูกอักเสบ (Osteomyelitis) หรือกระดูกตาย (Bone necrosis)
• ฟันที่อยู่ในบริเวณที่จะต้องเข้ารับการฉายรังสีรักษา
• ฟันคุด ฟันเก หรือฟันเกินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์
• ในผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาคลองรากฟันได้ หรือไม่มีเวลามาเข้ารับการรักษาในระยะยาว
ข้อห้ามในการถอนฟัน (Contraindications for tooth extraction) มีอะไรบ้าง?
• A: แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ:
1. ข้อห้ามเฉพาะที่ (Local contraindications):
• ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อที่รุนแรงและเฉียบพลัน
• มีการติดเชื้อรอบตัวฟันอย่างเฉียบพลัน (เช่น Pericoronitis เฉียบพลัน)
2. ข้อห้ามจากโรคทางระบบต่างๆ (Systemic contraindications):
• โรคเบาหวาน (ที่ยังควบคุมไม่ได้)
• โรคหัวใจ
• โรคเลือด / ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด
• โรคไตเรื้อรัง
• โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Thyrotoxicosis)
• ผู้ป่วยที่ได้รับยาเตียรอยด์ (Steroids) เป็นเวลานาน
• ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและยังควบคุมไม่ได้
• ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ยังควบคุมไม่ได้
• ผู้ป่วยตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรก (1st trimester) และไตรมาสสุดท้าย (3rd trimester)
ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการถอนฟันคืออะไร?
• A: เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก:
1. ตัวผู้ป่วยเอง
2. ทันตแพทย์
3. เครื่องมือและอุปกรณ์
หลักการทั่วไปในการป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการถอนฟันมีอะไรบ้าง?
• A: ประกอบด้วย:
• ซักประวัติผู้ป่วยอย่างละเอียด โดยเฉพาะประวัติทางการแพทย์ (โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง)
• ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน ควรมีการเตรียมความพร้อมไว้ก่อนร่วมกับการปรึกษาแพทย์ประจำตัวของผู้ป่วย
• สื่อสารกับผู้ป่วยให้เข้าใจก่อนทำการถอนฟัน เช่น จะถอนฟันซี่ไหน มีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้างที่อาจจะเกิดขึ้น และให้คำแนะนำหลังการถอนฟัน
• ประเมินฟันที่จะถอนว่าอาจมีปัญหาแทรกซ้อนอะไรบ้าง และวางแผนล่วงหน้าว่าจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร
• นัดผู้ป่วยกลับมาติดตามผลการรักษาเมื่อจำเป็น
• ในกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาภาวะแทรกซ้อนได้ด้วยตัวเอง ควรส่งต่อผู้ป่วยไปรักษากับศัลยแพทย์ช่องปากต่อไป
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในขณะที่ทำการถอนฟัน (Intraoperative complications) มีอะไรบ้าง?
• A: ได้แก่:
• ฟันและรากฟันหัก (Tooth and root fractures)
• ฟันเปลี่ยนตำแหน่งเข้าไปในช่องว่างเนื้อเยื่อ (Tooth displacement)
• การกลืนฟันหรือฟันหลุดเข้าทางเดินหายใจ (Tooth swallowing and aspiration)
• การบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่ออ่อน (Soft tissue trauma)
• เลือดออกจากเนื้อเยื่ออ่อนขณะทำหัตถการ (Primary tissue hemorrhage)
• เลือดออกจากกระดูก (Bony hemorrhage)
• ปุ่มกระดูกขากรรไกรบนหัก (Fracture of maxillary tuberosity)
• กระดูกขากรรไกรล่างหัก (Fracture of mandible)
• ข้อต่อขากรรไกรหลุด (TMJ dislocation)
• ภาวะแทรกซ้อนทางเส้นประสาท (Nerve complications)
• เกิดช่องทะลุระหว่างช่องปากและโพรงอากาศแม็กซิลลา (Oroantral communication - OAC)
• รากฟันหลุดเข้าไปในโพรงอากาศแม็กซิลลา (Root fracture into maxillary sinus)
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการถอนฟัน (Postoperative complications) มีอะไรบ้าง?
• A: ได้แก่:
• เบ้าฟันอักเสบ หรือเบ้าฟันแห้ง (Alveolar osteitis or dry socket)
• ภาวะเลือดไหลไม่หยุดหลังการถอนฟัน (Postoperative bleeding)
• การติดเชื้อภายหลังการถอนฟัน (Postoperative infection)
การแก้ไขภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการแตกหักของฟันหรือรากฟัน ควรทำอย่างไร?
• A: แนวทางการแก้ไขมีดังนี้:
• กรณีตัวฟันที่จะถอนแตกหัก: ต้องนำเศษฟันออกให้หมด และตรวจเช็กให้ดีเพื่อไม่ให้มีเศษฟันตกค้าง
• กรณีรากฟันหัก: หากจำเป็นต้องถ่ายภาพรังสี (X-ray) เพื่อประเมินตำแหน่งและรูปร่างของรากฟันที่หัก
• การนำรากฟันออกให้เริ่มจากการพยายามนำออกโดยไม่ต้องผ่าเปิดแผ่นเหงือกก่อน
• หากไม่สามารถนำรากฟันออกได้ ให้ใช้วิธีผ่าเปิดแผ่นเหงือกและกรอตัดกระดูก (Surgical extraction)
• กรณีฟันข้างเคียงหัก หรือวัสดุอุดของฟันข้างเคียงแตกหัก:
• หากไม่ลึกมาก ให้นัดผู้ป่วยมาอุดฟันใหม่ในครั้งต่อไป
• หากรอยแตกหักลึกมาก อาจพิจารณาบูรณะแบบชั่วคราวไว้ก่อน แล้วค่อยนัดมาอุดฟันถาวรในครั้งต่อไป
อันตรายที่มักเกิดขึ้นกับเนื้อเยื่ออ่อน (เยื่อบุผิว) ในขณะถอนฟัน มีสาเหตุมาจากอะไร และควรแก้ไขอย่างไร?
• A: มีรายละเอียดดังนี้:
1. สาเหตุ:
• เกิดจากการดึงรั้งเนื้อเยื่ออ่อน โดยเฉพาะแผ่นเหงือกมากเกินไป หรือการผ่าเปิดแผ่นเหงือกกว้างไม่เพียงพอ ทำให้แผ่นเหงือกตึงและฉีกขาดง่าย
• เครื่องมือถอนฟันลื่นไถล (Slippage of instruments)
• การใช้เครื่องมือที่ยังร้อนอยู่จากการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูง โดยไม่ได้ปล่อยให้เย็นตัวลงก่อน
• เครื่องมือกดทับลงบนเนื้อเยื่อที่อยู่ในอาการชา เช่น ริมฝีปากและลิ้น
• ความไม่ระมัดระวังในขณะลงใบมีดเพื่อเปิดแผ่นเหงือก
2. วิธีแก้ไข:
• หากเป็นแผลฉีกขาด (Laceration) ให้เย็บแผลกลับเข้าตำแหน่งเดิม
• หากเป็นแผลถลอก (Abrasion) หรือแผลจากการโดนกดทับ (Crushing injuries) หลังจากถอนฟันเสร็จแล้วให้ทายาเพื่อลดการระคายเคือง (เช่น 0.1% Triamcinolone acetonide)
• ให้การรักษาตามอาการ เช่น หากมีอาการปวดให้ยาแก้ปวด และหากมีอาการแสดงของการติดเชื้อควรให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย
Primary soft tissue hemorrhage หมายถึงอะไร? มีสาเหตุมาจากอะไร และควรแก้ไขอย่างไร?
• A: มีรายละเอียดดังนี้:
1. ความหมาย: หมายถึง ภาวะเลือดออกจากเนื้อเยื่ออ่อนที่เกิดขึ้นในขณะทำการถอนฟัน หรือเกิดขึ้นทันทีหลังจากการถอนฟัน ทั้งการถอนฟันแบบปกติและการผ่าตัดถอนฟัน
2. สาเหตุ:
• เกิดอันตรายหรือความบอบช้ำต่อเนื้อเยื่ออ่อนมากเกินไปขณะผ่าตัด
• การถอนฟันหรือผ่าตัดถอนฟันในบริเวณที่มีการอักเสบติดเชื้อ ซึ่งบริเวณดังกล่าวจะมีหลอดเลือดมาเลี้ยงจำนวนมาก
• ผู้ป่วยมีความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด
3. การแก้ไข:
• ให้กัดผ้าก๊อซ (Guaze) ไว้แน่นๆ ประมาณ 15-30 นาที
• หากมีเนื้อเยื่ออักเสบ (Granulation tissue) ให้ขูดออกให้หมด ล้างด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ แล้วให้กัดผ้าก๊อซ
• หากเลือดไหลไม่หยุด ให้ใช้แผ่นซับเลือดสังเคราะห์ที่ละลายได้เอง (Surgical gelfoam)
• หากยังไม่หยุดไหล ให้ส่งผู้ป่วยไปตรวจค่าโลหิตและส่งปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง (เช่น ตรวจ CBC, PT, PTT)
ภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้มีเลือดออกจากกระดูก (Bony hemorrhage) เกิดจากสาเหตุใด?
• A: เกิดจากสาเหตุหลักๆ ดังนี้:
• กระดูกแตกหักจากการถอนฟัน เช่น การแตกหักของแผ่นกระดูกทางด้านแก้มหรือด้านลิ้น
• เกิดอันตรายต่อหลอดเลือดที่อยู่ในกระดูกขากรรไกรล่าง (Inferior alveolar vessels) จากรากฟันหรือเครื่องมือ
• การถอนฟันในบริเวณกระดูกที่มีการอักเสบติดเชื้อ ซึ่งจะมีเลือดมาเลี้ยงในปริมาณมาก
• การถอนฟันในบริเวณกระดูกที่มีรอยโรค เช่น ถุงน้ำ เนื้องอก หรือมีความผิดปกติของการสร้างหลอดเลือด (Arteriovenous malformation)
• ผู้ป่วยมีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด
วิธีแก้ไขภาวะแทรกซ้อนที่มีเลือดออกจากกระดูก (Bony hemorrhage) ควรทำอย่างไร?
• A: แนวทางการแก้ไขมีดังนี้:
• ในเบื้องต้น: ให้ใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำเกลือหมาดๆ อัดเข้าไปในเบ้าฟันให้แน่น แล้วให้ผู้ป่วยกัดผ้าก๊อซที่รองไว้ด้านบนอีกชั้นหนึ่ง กัดแน่นๆ นานประมาณ 15-20 นาที เมื่อเลือดหยุดแล้วจึงบีบปรับแต่งกระดูกเบ้าฟันให้เข้าที่ แล้วให้กัดผ้าก๊อซตามปกติ
• หากเห็นจุดเลือดออกชัดเจน: อาจใช้เครื่องมือปลายทู่ (เช่น ปลายคีมจับหลอดเลือด - Hemostat) ถูหรือกดบริเวณจุดเลือดออก เพื่อให้เศษกระดูกไปอุดปิดจุดเลือดออกนั้น
• หากเลือดยังไม่หยุดไหล: ให้ใส่สารห้ามเลือดชนิดละลายได้เอง เช่น Surgical gelfoam ลงในเบ้าฟันที่มีเลือดออก แล้วใช้ผ้าก๊อซกดทับให้แน่นประมาณ 1-2 นาที หากมีเลือดออกจากเนื้อเยื่ออ่อนร่วมด้วย ให้เย็บปิดแผลถอนฟันเป็นรูปเลขแปด (Figure-of-eight suture)
การแตกหักของปุ่มกระดูกขากรรไกรบน (Maxillary tuberosity fracture) มีสาเหตุมาจากอะไร?
• A: เกิดจากสาเหตุหลักๆ ดังนี้:
• การถอนฟันกรามบนซี่ใหญ่ด้วยเทคนิคที่ไม่ถูกต้อง
• การถอนฟันกรามบนซี่ใหญ่ โดยเฉพาะฟันกรามซี่ที่ 2 หรือ 3 ที่ยื่นยาวออกลงมามากเนื่องจากไม่มีฟันคู่สบ
• ความผิดปกติของรากฟันกรามบนซี่ใหญ่ เช่น รากฟันโค้งงอ, รากฟันมีขนาดใหญ่มาก หรือรากฟันยึดติดกับกระดูกอย่างหนาแน่น (Ankylosis)
การแก้ไขในกรณีที่กระดูกปุ่มขากรรไกรบน (Maxillary tuberosity) แตกหัก ควรทำอย่างไร?
• A: แนวทางการรักษามีดังนี้:
• กรณีปุ่มกระดูกขากรรไกรบนหักเป็นชิ้นเล็ก และมีการเคลื่อนตัวเพียงเล็กน้อย: ให้ทำศัลยกรรมถอนฟันโดยการแบ่งฟัน แล้วนำฟันออก ส่วนชิ้นกระดูกที่แตกหักให้ปล่อยทิ้งไว้ เพื่อให้กระดูกสมานและหายเองตามธรรมชาติ
• กรณีปุ่มกระดูกขากรรไกรบนหักเป็นชิ้นใหญ่: หากถอนฟันพร้อมกับนำกระดูกชิ้นนั้นออกมา อาจทำให้เกิดช่องทะลุระหว่างช่องปากและโพรงอากาศแม็กซิลลา (\bm{OAC}) ได้ ดังนั้นจึงควรทำการยึดตรึงฟันและกระดูกให้อยู่กับที่ (Splint) ไว้ประมาณ 6 สัปดาห์ เพื่อรอให้กระดูกสมานตัวดีก่อน แล้วจึงทำการผ่าตัดถอนฟันออกในภายหลัง
กระดูกขากรรไกรล่างหัก (Mandibular fracture) จากการถอนฟัน มีสาเหตุมาจากอะไร?
• A: เกิดจากสาเหตุหลักๆ ดังนี้:
• การใช้แรงงัดฟันหรือแรงในการถอนฟันมากเกินไป
• การถอนฟันกรามล่างซี่ที่สาม (ฟันคุด) ที่อยู่ลึกมาก ร่วมกับการใช้แรงงัดฟันที่มากเกินไป
• กระดูกขากรรไกรล่างบริเวณที่ถอนฟันมีพยาธิสภาพที่ทำให้กระดูกบางลงหรือมีความแข็งแรงลดลง เช่น มีถุงน้ำ (Cyst) หรือเนื้องอกขนาดใหญ่ หรือมีภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis)
การแก้ไขในกรณีที่กระดูกขากรรไกรล่างหักจากการถอนฟัน ควรทำอย่างไร?
• A: แนวทางการรักษามีดังนี้:
• ให้หยุดการถอนฟันทันที แล้วอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจเพื่อลดความวิตกกังวล
• ส่งต่อผู้ป่วยไปรักษากับศัลยแพทย์ช่องปากและขากรรไกรทันที เพื่อทำการจัดกระดูกขากรรไกรที่หักให้เข้าที่เดิม (Reduction) และทำการยึดตรึงกระดูกที่หักไม่ให้เคลื่อนไหว (Fixation and immobilization) เป็นระยะเวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์
สาเหตุของข้อต่อขากรรไกรหลุด (TMJ dislocation) ในขณะที่ถอนฟันเกิดจากอะไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไร?
• A: มีรายละเอียดดังนี้:
1. สาเหตุ:
• การถอนฟันล่างด้วยแรงที่รุนแรง โดยไม่ได้ประคองหรือจับยึดกระดูกขากรรไกรล่างไว้
• ผู้ป่วยมีประวัติข้อต่อขากรรไกรหลุดง่ายอยู่ก่อนแล้ว
2. วิธีแก้ไข:
• ให้ใช้วิธีกดจัดกระดูกขากรรไกรล่างให้กลับเข้าที่เดิม โดยให้ผู้ป่วยนั่งตัวตรง ศีรษะพิงพนักรองให้มั่นคง ทันตแพทย์ยืนด้านหน้าผู้ป่วย ใช้ผ้าก๊อซรองบริเวณด้านบดเคี้ยวของฟันกรามล่าง แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างวางบนผ้าก๊อซ ส่วนนิ้วที่เหลือประคองอยู่ใต้ขอบล่างของกระดูกขากรรไกรล่าง จากนั้นออกแรงกดกระดูกขากรรไกรล่างลงล่างและผลักไปทางด้านหลัง (Downward and backward) ควรลองทำดู 2-3 ครั้ง จนกระทั่งหัวคอนไดล์ (Condylar head) กลับเข้าสู่แอ่งข้อต่อขากรรไกร (Glenoid fossa) ตามเดิม
• ในกรณีที่ทำตามวิธีแรกแล้วไม่ได้ผล เนื่องจากผู้ป่วยมีอาการปวดเกร็งมาก ควรใช้ยาแก้ปวดชนิดฉีด หากยังไม่ได้ผลควรทำภายใต้การดมยาสลบ โดยต้องปรึกษาศัลยแพทย์ช่องปากและวิสัญญีแพทย์ก่อน
• การป้องกัน: สามารถป้องกันได้โดยการให้ผู้ป่วยกัดบล็อกยาง (Bite block) ไว้ในขณะถอนฟัน เพื่อช่วยยึดขากรรไกรล่างให้อยู่กับที่ในขณะที่ออกแรงถอนฟัน
อาการแสดงในกรณีที่มีการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทในขณะถอนฟัน มีอะไรบ้าง?
• A: มีอาการดังนี้:
• อาการปวดอย่างรุนแรง
• อาการเจ็บแปลบๆ คล้ายโดนไฟช็อต
• มีเลือดออกมาก
• มีอาการชาเป็นเวลานานเกินกว่าระยะเวลาการออกฤทธิ์ของยาชาตามปกติ
การเกิดช่องทะลุระหว่างช่องปากและโพรงอากาศแม็กซิลลา (Oroantral communication - OAC) มีสาเหตุมาจากอะไร?
• A: เกิดจากสาเหตุหลักๆ ดังนี้:
• รากฟันยื่นเข้าไปในโพรงอากาศแม็กซิลลา (Maxillary sinus)
• การถอนฟันกรามบนที่อยู่โดดเดี่ยว (Lone standing molar) เนื่องจากพื้นของโพรงอากาศแม็กซิลลามักจะหย่อนต่ำลงมาคลุมรากฟันกรามมากกว่าปกติ (Pneumatization)
• รากฟันยึดติดกับกระดูกอย่างหนาแน่น (Ankylosis)
• มีรอยโรคบริเวณปลายรากฟันที่ยื่นเข้าไปในโพรงอากาศ เช่น ถุงหนองปลายรากฟัน (Periapical abscess), เนื้อเยื่ออักเสบปลายรากฟัน (Granuloma) หรือถุงน้ำ (Cyst) เป็นต้น
วิธีแก้ไขการเกิดช่องทะลุระหว่างช่องปากและโพรงอากาศแม็กซิลลา (OAC) ทำอย่างไร?
• A: มีแนวทางการรักษาดังนี้:
• ประเมินขนาดของรูทะลุ
• หากรูทะลุมีขนาดเล็กกว่า 0.5 cm ลงไป: ไม่จำเป็นต้องทำหัตถการเพิ่ม ให้พยายามห้ามเลือดให้ดี
• หากรูทะลุมีขนาดใหญ่กว่า 0.5 cm ขึ้นไป: จำเป็นต้องเย็บปิดช่องทะลุโดยการเปิดและดึงแผ่นเนื้อเหงือกมาปิด (Flap advancement) เช่น Buccal advancement flap หรือ Palatal advancement flap
• สั่งห้ามผู้ป่วยไอหรือจามแรงๆ เป็นเวลา 7-10 วัน
• จ่ายยาปฏิชีวนะและยาแก้ปวดให้ผู้ป่วย
• นัดตรวจติดตามผล
• ห้ามใช้เครื่องมือกดหรือแยงเข้าไปบริเวณก้นเบ้าฟัน
สาเหตุของการเกิดภาวะเบ้าฟันอักเสบ/เบ้าฟันแห้ง (Dry socket) คืออะไร?
• A: แม้ว่าสาเหตุที่แน่ชัดจะยังไม่ทราบ แต่มีปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้เกิดภาวะนี้ ได้แก่:
• การบาดเจ็บหรือบอบช้ำอย่างรุนแรงต่อกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนในระหว่างหรือหลังการถอนฟัน (Excessive surgical trauma)
• ผู้ป่วยชอบดูดแผล เขี่ยแผล หรือบ้วนน้ำบ่อยๆ ทำให้ลิ่มเลือด (Blood clot) หลุดออกไป
• มีสิ่งแปลกปลอมหรือเนื้อเยื่อที่เป็นรอยโรคตกค้างอยู่ในเบ้าฟัน
• ภาวะการขาดสารอาหารหรือขาดวิตามิน
• ภาวะที่มีเลือดมาเลี้ยงกระดูกเบ้าฟันไม่เพียงพอ อาจเนื่องมาจากการใช้ยาชาที่มีส่วนผสมของยาบีบหลอดเลือด หรือกระดูกเบ้าฟันมีความหนาแน่นมากเกินไป
• ภาวะการติดเชื้อ
• การสลายตัวของลิ่มเลือด (Fibrinolysis) ทำให้ลิ่มเลือดละลายหายไป และส่งผลให้เกิดการอักเสบของกระดูกตามมา
การรักษาภาวะเบ้าฟันอักเสบ/เบ้าฟันแห้ง (Dry socket) ทำอย่างไร?
• A: แนวทางการรักษามีดังนี้:
• พิจารณาส่งถ่ายภาพรังสี (X-ray) เพื่อตรวจเช็กสิ่งแปลกปลอมหรือเศษรากฟันที่อาจตกค้างอยู่ หากพบให้ใส่ยาชาเฉพาะที่แล้วนำออก
• ล้างทำความสะอาดเบ้าฟันด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal saline solution 0.9%) แล้วซับเบ้าฟันให้แห้งด้วยผ้าก๊อซอย่างเบามือ
• ใส่แผ่นวัสดุหรือผ้าก๊อซชุบน้ำยาที่มีฤทธิ์ระงับเชื้อ (Antiseptic) และยาแก้ปวด เช่น Zinc oxide + Clove oil (Eugenol) โดยชุบหมาดๆ แล้วใส่ลงในเบ้าฟัน
• นัดผู้ป่วยมาเปลี่ยนยาในวันรุ่งขึ้น โดยใส่ผ้าก๊อซชุบยาลงในเบ้าฟันหลวมๆ เพื่อให้เนื้อเยื่อสร้างใหม่ (Granulation tissue) สามารถเจริญเติบโตขึ้นมาจากก้นเบ้าฟันได้ หลังจากนั้นนัดผู้ป่วยมาล้างและเปลี่ยนยาทุกๆ 2-3 วัน จนกว่าอาการปวดจะหายไป
• จ่ายยาแก้ปวดในกลุ่ม NSAIDs
การแก้ไขภาวะเลือดไหลไม่หยุดหลังจากการถอนฟัน (Postoperative bleeding) ทำอย่างไร?
• A: แนวทางการรักษามีดังนี้:
• ตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเลือดที่ไหลออกมานั้นมาจากส่วนกระดูกหรือเนื้อเยื่ออ่อน
• กรณีเลือดมาจากเนื้อเยื่ออ่อน:
• ให้กัดผ้าก๊อซ (Gauze) ไว้ประมาณ 15-30 นาที
• หากมีเนื้อเยื่ออักเสบ (Granulation tissue) ให้ขูดออกให้หมด ล้างเบ้าฟันด้วยน้ำเกลือ แล้วให้คนไข้กัดผ้าก๊อซ
• หากเลือดยังไหลไม่หยุด ให้ใช้แผ่นซับเลือดสังเคราะห์ (Surgical gelfoam)
• กรณีเลือดมาจากกระดูก:
• ใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำเกลือหมาดๆ อัดเข้าไปในเบ้าฟันให้แน่น แล้วให้คนไข้กัดผ้าก๊อซที่รองไว้ด้านบนอีกชั้นหนึ่ง กัดแน่นๆ นานประมาณ 15-20 นาที เมื่อเลือดหยุดแล้วจึงบีบปรับแต่งกระดูกเบ้าฟันให้เข้าที่ แล้วให้กัดผ้าก๊อซตามปกติ
• หากเลือดยังไหลไม่หยุด ให้ใช้สารห้ามเลือดชนิดละลายได้เอง เช่น Surgical gelfoam ใส่ลงในเบ้าฟันที่มีเลือดออก แล้วใช้ผ้าก๊อซกดทับให้แน่นประมาณ 1-2 นาที
• หากมีเลือดออกจากเนื้อเยื่ออ่อนร่วมด้วย ให้เย็บแผลถอนฟันเป็นรูปเลขแปด (Figure of eight suture)
กระบวนการหายของบาดแผลทั่วไป (Wound healing) มีกี่ระยะ? คือระยะใดบ้าง?
• A: มี 3 ระยะ ได้แก่:
1. ระยะที่มีเลือดออกและการอักเสบ (Stage of hemorrhage and inflammation)
2. ระยะที่มีการสร้างเส้นใย หรือระยะการเจริญเติบโตของเซลล์ (Stage of fibroblastic หรือ Proliferation phase)
3. ระยะที่เนื้อเยื่อเจริญเติบโตเต็มที่ หรือระยะปรับตัว (Maturation phase หรือ Remodeling phase)
จงอธิบายกระบวนการหายของบาดแผลทั่วไปในระยะการอักเสบ (Inflammation stage)?
• A: กระบวนการในระยะนี้ประกอบด้วย:
• เส้นเลือดฝอยจะหดตัวในเวลา 2-3 นาที
• ระยะต่อมา เม็ดเลือดขาวจะทำหน้าที่ผลิตสารสื่อประสาทเคมีในเส้นเลือด เช่น Prostaglandin และ Histamine ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและทำให้เส้นเลือดฝอยขยายตัว
• พลาสม่า (Plasma) จะซึมไหลออกมาช่วยเจือจางสิ่งปนเปื้อน และจะเกิดการสะสมตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้บาดแผลมักมีอาการบวม
• เม็ดเลือดขาวที่เดินทางออกมาในขบวนการช่วงแรกคือ Neutrophil จากนั้นจะตามด้วย Monocyte ซึ่งจะพัฒนาไปเป็น Macrophage เพื่อทำหน้าที่กำจัดสิ่งเศษเหลือและสิ่งแปลกปลอมออกไป
จงอธิบายกระบวนการหายของบาดแผลทั่วไปในระยะสร้างเนื้อเยื่อไฟโบรบลาสต์ (Fibroblastic stage)?
• A: กระบวนการในระยะนี้ประกอบด้วย:
• ระยะนี้จะมีปัจจัยการเจริญเติบโต (Growth factors) ที่หลั่งมาจากเกล็ดเลือด (Platelet), Neutrophil และ Macrophage ซึ่งจะทำหน้าที่กระตุ้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue)
• เนื้อเยื่อเกี่ยวพันจะเจริญเติบโตแผ่ขยายเข้าไปในบริเวณบาดแผล
• จากนั้นเซลล์ Fibrocyte จะเปลี่ยนสภาพไปเป็น Fibroblast เพื่อทำหน้าที่หลักในการสร้างคอลลาเจน (Collagen), เส้นใยยืดหยุ่น (Elastic fiber) และสารพื้นหลังเนื้อเยื่อ (Ground substance)
จงอธิบายกระบวนการหายของบาดแผลทั่วไปในระยะปรับตัวของแผล (Remodeling stage)?
• A: กระบวนการในระยะนี้ประกอบด้วย:
• เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 20 เป็นต้นไป และดำเนินไปเรื่อยๆ ซึ่งในบางกรณีอาจใช้เวลาในการปรับตัวยาวนานถึง 2 ปี
• ระยะนี้จะมีการสลายตัวของคอลลาเจนเดิมและสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาทดแทน
• คอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่จะมัดตัวกันแน่นขึ้น ส่งผลให้บาดแผลมีความแข็งแรงมากขึ้น โดยจะมีความแข็งแรงประมาณ 80-85% ของเนื้อเยื่อเดิม
• เนื้อเยื่อแผลเป็นจะไม่มีความยืดหยุ่นเหมือนผิวเดิม เนื่องจากไม่มีการสร้างเส้นใย Elastin ขึ้นมาทดแทนได้
การหายของบาดแผลหลังการถอนฟัน (Healing of extraction socket) มีกี่ระยะ? คือระยะใดบ้าง?
• A: มี 4 ระยะ ได้แก่:
1. Coagulative phase (ระยะการแข็งตัวของเลือด)
2. Proliferative phase (ระยะการแบ่งตัวของเซลล์)
3. Osteogenic - remodeling phase (ระยะสร้างและปรับแต่งกระดูก)
4. Epithelium formation (ระยะการสร้างเนื้อเยื่อบุผิว)
จงอธิบายการหายของบาดแผลถอนฟันในระยะการเกาะกลุ่มของเม็ดเลือด (Coagulation phase)?
• A: กระบวนการมีดังนี้:
• เมื่อร่างกายได้รับการกระทบกระเทือนจากการถอนฟันหรือผ่าตัดนำฟันออก ร่างกายจะได้รับการกระตุ้นระบบการแข็งตัวของเลือดและปฏิกิริยาการอักเสบให้เริ่มทำงาน
• ภายในแผลเบ้าฟันจะเต็มไปด้วยลิ่มเลือด (Blood clot) ซึ่งประกอบด้วย: เส้นใย Fibrin (Fibrin strands), เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือด
• เซลล์ Neutrophil จะเริ่มเข้ามาในบาดแผล และยังมีเอ็นยึดปริทันต์ (Periodontal ligament) หลงเหลืออยู่ที่ผนังกระดูกเบ้าฟัน เกิดปฏิกิริยาการอักเสบร่วมกับการขยายตัวของหลอดเลือด
• เริ่มต้นกระบวนการสร้างเซลล์ Fibroblast ภายในลิ่มเลือด
อธิบายการหายของบาดแผลถอนฟันในระยะเพิ่มจำนวนของเซลล์ (Proliferation phase)?
• A: กระบวนการในระยะนี้ประกอบด้วย:
• มีการสลายตัวของลิ่มเลือด (Blood clot), การสร้างสารพื้นฐานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue matrix) และการเจริญของเส้นเลือดฝอยเข้าไปในบาดแผล
• มีเซลล์สลายกระดูก (Osteoclast) เข้ามาในบริเวณแผล และเซลล์ต้นกำเนิดกระดูก (Osteoprogenitor cells) จะเปลี่ยนสภาพไปเป็นเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblasts)
• หมายเหตุ: เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน แต่เป็นขบวนการที่แยกจากกัน
จงอธิบายการหายของบาดแผลถอนฟันในระยะเปลี่ยนแปลงกระดูก (Osteogenic - remodeling phase)?
• A: กระบวนการในระยะนี้ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก:
• การผลิตเนื้อกระดูกอ่อนที่ยังไม่มีแร่ธาตุ (Secretion of osteoid)
• การสะสมแร่ธาตุในเนื้อกระดูก (Mineralization of the matrix)
• การปรับสภาพโครงสร้างของกระดูกให้สมบูรณ์ (Remodeling of bone)
จงอธิบายการหายของบาดแผลถอนฟันในระยะสร้างเนื้อเยื่อบุผิว (Epithelium formation)?
• A: กระบวนการประกอบด้วย:
• การงอกของเยื่อบุช่องปากจะเริ่มงอกจากขอบกระดูกเบ้าฟันตั้งแต่วันที่ 4 หลังการถอนฟัน โดยจะค่อยๆ งอกออกมาปกคลุมด้านบนของลิ่มเลือดและเนื้อเยื่อที่สร้างขึ้นใหม่ (Granulation tissue) จนเยื่อเหงือกจากทั้งสองฝั่งมาประสานเชื่อมกัน
• ในบาดแผลที่มีขนาดเล็ก แผลจะปิดสนิทได้ไวตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ส่วนในแผลขนาดใหญ่ เยื่อบุผิวอาจจะปิดสนิทในสัปดาห์ที่ 3 หรือ 4
ปัจจัยที่มีผลต่อการหายของบาดแผลถอนฟันมีอะไรบ้าง?
• A: แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม:
• ปัจจัยทางระบบ/ปัจจัยทั่วไป (Systemic factors): อายุ, ภาวะขาดสารอาหาร, การใช้ยาบางกลุ่ม (เช่น ยาในกลุ่ม NSAIDs, ยาสเตียรอยด์) และโรคประจำตัวของผู้ป่วย
• ปัจจัยเฉพาะที่ (Local factors): สิ่งแปลกปลอมตกค้าง (เช่น เศษฟันหรือเศษรากฟัน), การที่มีเลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอ, การติดเชื้อ, เนื้อตาย, การเย็บแผลที่ไม่เหมาะสม และการเกิดก้อนเลือดคั่ง (Hematoma)
การเย็บแผล (Suturing) มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?
• A: มีวัตถุประสงค์หลักๆ ดังนี้:
• เพื่อช่วยห้ามเลือด (Hemostasis)
• เพื่อดึงขอบแผลให้เข้ามาชิดกันและยึดแผ่นเหงือก (Flap) ให้อยู่กับที่ ช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น
• เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกเบ้าฟันหรือโครงสร้างด้านล่างสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมในช่องปากโดยตรง ช่วยลดการติดเชื้อ
เข็มเย็บแผล (Suture needles) ที่ใช้ในทางทันตกรรมมีลักษณะอย่างไรบ้าง?
• A: โดยทั่วไปมีลักษณะดังนี้:
• รูปร่าง: นิยมใช้เข็มโค้ง (Curved needle) ซึ่งมีขนาดความโค้งตั้งแต่ \bm{3/8} ถึง \bm{1/2} ของวงกลม เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานในช่องปากที่มีพื้นที่จำกัด
• หน้าตัดของเข็ม (Cross-section):
• แบบสามเหลี่ยมตัดขอบ (Cutting needle): ใช้สำหรับเย็บเนื้อเยื่อที่เหนียว เช่น เหงือกยึด (Attached gingiva)
• แบบกลม (Round/Taper needle): ใช้สำหรับเย็บเนื้อเยื่อที่บอบบางและฉีกขาดง่าย เช่น เยื่อบุช่องปาก (Mucosa)
ไหมเย็บแผล (Suture materials) แบ่งออกเป็นประเภทใดบ้าง?
• A: แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามการละลายตัว:
1. ไหมละลาย (Absorbable sutures): ร่างกายสามารถย่อยสลายและดูดซึมได้เอง เช่น ไหม Gut (Plain/Chromic catgut) หรือไหมสังเคราะห์ (เช่น Polyglycolic acid หรือ Vicryl)
2. ไหมไม่ละลาย (Non-absorbable sutures): ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้ ต้องนัดผู้ป่วยกลับมาตัดไหมหลังผ่าตัด เช่น ไหมไหมพรมสีดำ (Silk) หรือไหมไนลอน (Nylon)
ขนาดของไหมเย็บแผลที่นิยมใช้ในช่องปากคือขนาดใด?
• A: ขนาดที่นิยมใช้มากที่สุดคือ 3-0 (อ่านว่า สาม-ศูนย์) และ 4-0 (สี่-ศูนย์) ซึ่งเป็นขนาดที่มีความแข็งแรงเหมาะสมและไม่ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อในช่องปากมากเกินไป
เทคนิคการเย็บแผลที่ใช้บ่อยในทางศัลยศาสตร์ช่องปากมีอะไรบ้าง?
• A: มีดังต่อไปนี้:
• Simple interrupted suture (การเย็บแบบเดี่ยว): เป็นวิธีที่ง่ายและนิยมใช้มากที่สุด ขอบแผลแต่ละจุดจะแยกกันอย่างอิสระ
• Continuous suture (การเย็บแบบต่อเนื่อง): เย็บผูกปมแรกแล้วเย็บต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ตัดไหมจนกว่าจะถึงจุดสุดท้าย ข้อดีคือทำได้รวดเร็ว
• Figure-of-eight suture (การเย็บรูปเลขแปด): นิยมใช้เย็บปิดเบ้าฟันหลังถอนฟันเพื่อช่วยห้ามเลือดและประคองวัสดุห้ามเลือด (เช่น Gelfoam) ไว้ในเบ้าฟัน
• Mattress suture (Horizontal / Vertical): ช่วยในการพลิกขอบแผลขึ้น (Eversion) และกระจายแรงตึงของแผลได้ดี
หลังจากการผ่าตัดหรือถอนฟัน ควรนัดผู้ป่วยกลับมาตัดไหม (Suture removal) ภายในกี่วัน?
• A: โดยทั่วไปจะนัดผู้ป่วยกลับมาตัดไหมภายใน 5 ถึง 7 วัน หลังการผ่าตัด เพื่อป้องกันไม่ให้เศษอาหารสะสมรอบปมไหม ซึ่งอาจก่อให้เกิดการอักเสบติดเชื้อตามมา
คำแนะนำหลังการถอนฟันที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยมีอะไรบ้าง?
• A: ประกอบด้วยคำแนะนำสำคัญดังนี้:
• ให้กัดผ้าก๊อซแน่นๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ห้ามพูดคุยหรือบ้วนน้ำลายในระหว่างนี้
• ห้ามอมน้ำแข็ง ห้ามใช้ลิ้นหรือนิ้วมือไปเขี่ยแผลเล่น
• กลืนน้ำลายและเลือดตามปกติ ห้ามบ้วนน้ำหรือน้ำลายแรงๆ เพราะจะทำให้ลิ่มเลือดหลุดและเลือดไหลไม่หยุด
• หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ร้อนจัด เผ็ดจัด หรืออาหารแข็งในวันแรก
• งดสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง เพราะจะรบกวนการหายของแผลและเสี่ยงต่อการเกิดเบ้าฟันแห้ง (Dry socket)