Notes on Manufacturing System (Thai)

ความหมายของอุตสาหกรรม

  • ความหมายในแนวแคบ: การแปรสภาพวัตถุดิบ สินค้าจากสิ่งที่เป็นวัตถุดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จ (การเปลี่ยนแปลงจากวัสดุเป็นสินค้าสำเร็จ)
  • ความหมายในแนวกว้าง: การประกอบธุรกิจต่างๆ ที่อาศัยเงินลงทุน วัตถุดิบ เครืองจักร และแรงงานมาผสานกันเพื่อผลิตสินค้าและบริการที่จำหน่ายออกไป
    • เน้นการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม การผลิต และการบริการ

ภาคส่วนอุตสาหกรรม และภาคบริการ

  • ส่วนราชการ (ภาครัฐ)
  • การค้าส่งและการค้าปลีก
  • การบริการอื่นๆ เช่น การขนส่ง การสื่อสาร โรงพยาบาล สถาบันการเงิน การประกันภัย การซ่อมบำรุง และอื่นๆ

ความแตกต่างระหว่างอุตสาหกรรมการผลิตกับอุตสาหกรรมบริการ

  • อุตสาหกรรมการผลิต
    • ผลิตภัณฑ์มีลักษณะทางกายภาพ ( tangible )
    • ผลิตภัณฑ์สามารถเก็บไว้ได้และขนส่งได้
    • ผู้ผลิตมักมีการติดต่อใกล้ชิดกับลูกค้า และบางกรณีลูกค้าอาจมีส่วนร่วมในกระบวนการ
    • เวลาในการตอบกลับต่อลูกค้าค่อนข้างเร็วในภาพรวมของการผลิต
    • มีการตอบสนองต่อการตลาดทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติ
    • คุณภาพสามารถวัดได้ง่ายกว่าผลิตภัณฑ์บริการ
    • (หมายเหตุบางกรณี) แนวคิดหรือข้อมูลเชิงนามธรรมอาจไม่สามารถเก็บไว้เป็นสินค้าคงคลังได้ง่าย
  • อุตสาหกรรมบริการ
    • ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ไม่ใช่วัตถุ (intangible) และไม่สามารถเก็บรักษาเหมือนสินค้าทางกายภาพ
    • ลูกค้าบางครั้งมีส่วนร่วมในกระบวนการและการให้บริการ
    • เวลาในการตอบกลับต่อความต้องการของลูกค้าค่อนข้างเร็วมาก
    • ส่วนใหญ่บริการมีการให้บริการในระดับภูมิภาคมากกว่าภูมิภาคระดับโลก
    • คุณภาพของบริการมักวัดยากกว่าในอุตสาหกรรมการผลิต

ประเภทของอุตสาหกรรม ตามหลายมิติ

ตามลำดับขั้นของการผลิต

  • อุตสาหกรรมขั้นต้น (Primary Industry) - ขุดค้นทรัพยากรธรรมชาติ และทรัพยากรพื้นฐาน
  • อุตสาหกรรมขั้นกลาง (Secondary Industry) - แปรรูป ผลิตผลจากวัตถุดิบเป็นสินค้า
  • อุตสาหกรรมขั้นที่สาม (Tertiary Industry) - จำหน่าย แลกเปลี่ยน และให้บริการด้านต่างๆ

ตามลักษณะการผลิต

  • อุตสาหกรรมสกัดจากธรรมชาติ (Extracting Industry) - สกัดสินค้าออกมาจากธรรมชาติ
  • อุตสาหกรรมการผลิตหรื ออุตสาหกรรมโรงงาน (Manufacturing Industry) - นำวัตถุดิบจากธรรมชาติมาผลิตเป็นสินค้า
  • อุตสาหกรรมบริหารบริการ (Servicing Industry) - โรงงานผลิตชิ้นส่วน อะไหล่ และการบริการหลังการผลิต
  • อุตสาหกรรมหัตถกรรม (Handicraft Industry) - ผลิตโดยฝีมือคนใช้แรงงานและทักษะ
  • อุตสาหกรรมบริการ (Service Industry) - การให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า

ตามลักษณะของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

  • อุตสาหกรรมหนัก (Heavy Industry) - ใช้เครื่องจักร ระบบแรงงานและทุนมาก; ตัวอย่าง: เหล็กกล้า, เส้นเหล็ก, ประกอบรถยนต์, และการผลิตเครื่องจักรกล
  • อุตสาหกรรมเบา (Light Industry) - ใช้แรงงานและทุนน้อยกว่า; ตัวอย่าง: อุตสาหกรรมทอผ้า, อุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์, อิเล็กทรอนิกส์เบาๆ

ตามขนาดของกิจการอุตสาหกรรม

  • อุตสาหกรรมในครอบครัว (Home or Cottage Industry)
  • อุตสาหกรรมขนาดย่อม (Small-scale Industry)
  • อุตสาหกรรมขนาดกลาง (Medium-scale Industry)
  • อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ (Large-scale Industry)

ตามลักษณะการใชกรรมวิธีการผลิต

  • อุตสาหกรรมแยก (Discontinuous/Discrete) - แยกสินค้าเป็นชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดออกจากวัตถุดิบ
  • อุตสาหกรรมรวม (Integrated) - รวมสิ่งของหลายอย่างเพื่อผลิตเป็นสินค้าชนิดเดียว
  • อุตสาหกรรมเปลี่ยนรูป (Transforming) - เปลี่ยนของสิ่งหนึ่งไปเป็นอีกสิ่งหนึ่ง (เช่น กระเบื้องดินเผา)

ตามกระบวนการผลิต

  • อุตสาหกรรมการผลิตแบบ Intermittent Production Industry (การผลิตแบบไม่ต่อเนื่อง)
    • ผลิตในปริมาณน้อยหรือไม่สม่ำเสมอ
    • เครื่องมือหลายชนิดรวมกลุ่มกันในบริเวณเดียวกัน
    • ปริมาณงานไม่สมดุลระหว่างแผนก
    • ต้องการช่างฝีมือในการปรับเปลี่ยนการผลิตบ่อยครั้ง
    • การสั่งงานบ่อยและการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตบ่อย
    • การเก็บวัตถุดิบสำรองไว้ค่อนข้างมาก
    • ผลิตภัณฑ์อาจมีช่วงการเปลี่ยนแปลงสูงและไม่ต่อเนื่อง
    • ต้องมีการดูแลและปรับปรุงเครื่องจักรและพื้นที่โรงงานให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ
  • อุตสาหกรรมการผลิตแบบต่อเนื่อง (Continuous Production Industry)
    • มีการผลิตอย่างต่อเนื่องในปริมาณมาก
    • มีการใช้งาน Production Line หรือสายการผลิตที่เชื่อมต่อกัน
    • เครื่องจักรและระบบถูกออกแบบเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะในการผลิตอย่างต่อเนื่อง
    • ต้องการคนงานน้อยลง และมักไม่จำเป็นต้องมีฝีมือสูงมาก
    • สินค้าหรือวัตถุดิบถูกเคลื่อนย้ายผ่านสายพานหรือระบบลำเลียงอย่างราบรื่น
    • การดูแลบำรุงรักษาและการป้องกันความเสียหายเป็นหัวใจของความต่อเนื่อง
    • ช่องระหว่างเครื่องจักรอาจมีความแคบ และการออกแบบพื้นที่เพื่อการไหลเวียนที่รวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญ

SMEs ในประเทศไทย

  • สภาพทั่วไป: กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีการสำรวจโดย สสว. (สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม)
  • ข้อมูลปี 2561 (BE):
    • จำนวน SMEs ทั่วประเทศ: 3070177 ราย
    • สัดส่วนตามขนาด: ย่อม 3030525 ราย, กลาง 40652 ราย
    • Micro SMEs มีจำนวน 2644561 ราย (ส่วนใหญ่เป็น SMEs) ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดของผู้ประกอบการในประเทศ
    • ประเภทนิติบุคคลเทียบกับบุคคลธรรมดา:
    • บุคคลธรรมดา (sole proprietorship) มีประมาณ 2253132 ราย
    • นิติบุคคล (juristic persons) มีประมาณ 391429 ราย
  • Micro ยืนยันว่าเป็นส่วนใหญ่ของผู้ประกอบการในประเทศ (ประมาณ 85.74% ของจํานวนผู้ประกอบการทั้งหมด)

กฎกระทรวงกำหนดลักษณะของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2562

  • กำหนดลักษณะของ SMEs โดยพิจารณา 2 ปัจจัยหลัก: จำนวนพนักงานและรายได้
  • เอกสารปี 2563 ระบุการประกาศเกี่ยวกับขนาดของวิสาหกิจขนาดย่อมสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่น
  • แนวทางการพิจารณา:
    • พิจารณาจากจำนวนพนักงานและรายได้รวมที่ระบุในงบการเงิน
    • หากกิจการมีหลายประเภทงาน ให้พิจารณากลุ่มงานหลักที่ทำให้เกิดรายได้หลัก
    • รายได้ที่พิจารณาคือรายได้รวมตามงบการเงินที่รับรอง
    • SMEs รายย่อยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม SMEs ทั้งหมด

เกณฑ์จำแนก SMEs ในต่างประเทศ (ตัวอย่างเปรียบเทียบ)

  • ประเทศญี่ปุ่น (ตัวอย่างแนวทาง):
    • SMEs แบ่งตามสาขาธุรกิจ โดยมีเกณฑ์ต่างกัน เช่น
    • อุตสาหกรรมการผลิต: จำนวนพนักงานสูงสุดบางระดับ (เช่น <= 20 คน ในบางกรณี)
    • ภาคการค้า/พาณิชย์: เกณฑ์ต่างกัน (เช่น <= 5 คน ตามบริบทสาขา)
    • อุตสาหกรรมการผลิตและเหมืองแร่: เกณฑ์จำนวนพนักงาน/ทุนจดทะเบียนที่ต่างกันไปตามสาขา
  • ประเทศไต้หวัน (Taiwan):
    • SMEs หมายถึงวิสาหกิจในด้านการผลิต การก่อสร้าง และเหมืองแร่ ที่มีวงเงินทุนต่ำกว่า 60,000,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือมียอดขายต่ำกว่า 80,000,000 ดอลลาร์ไต้หวัน (กรอบทั่วไปตามบางสาขา)
    • ในภาคอื่นๆ มีเกณฑ์บางกรอบที่คล้ายคลึงกัน เช่น จำนวนแรงงานหรือทุนจดทะเบียน

สรุปแนวคิดสำคัญและหลักการจำแนกอุตสาหกรรม

  • ความหมายของอุตสาหกรรมมี 2 มุมมองหลัก: แนวแคบ (การแปรสภาพวัตถุดิบเป็นผลิตภัณฑ์) และแนวกว้าง (การรวมธุรกิจที่ใช้ทรัพยากรและแรงงานเพื่อผลิตสินค้าและบริการสำหรับการขาย)
  • อุตสาหกรรมสามารถจำแนกได้ตามหลายมิติ เช่น
    • ตามลำดับขั้นการผลิต: Primary, Secondary, Tertiary
    • ตามลักษณะการผลิต: Extracting, Manufacturing, Servicing, Handicraft, Service
    • ตามลักษณะของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป: Heavy, Light
    • ตามขนาดของกิจการ: Home/Cottage, Small, Medium, Large
    • ตามลักษณะการใช้งานวิธีการผลิต: Discrete, Integrated, Transforming
    • ตามกระบวนการผลิต: Intermittent vs Continuous
  • SMEs เป็นโครงสร้งสำคัญในหลายประเทศ มีการกำหนดลักษณะขนาดและเกณฑ์จำแนกที่แตกต่างกันตามกฎหมาย แต่อย่างน้อยจะพิจารณาจากจำนวนพนักงานและรายได้
  • ความสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีกับโลกจริง: เกณฑ์ของแต่ละประเทศสะท้อนบริบทเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และระบบการเงิน/การบัญชีที่ต่างกัน

เชิงประยุกต์และความเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ก่อนหน้า

  • แนวคิดเรื่องการแบ่งประเภทอุตสาหกรรมช่วยให้เข้าใจว่ากระบวนการผลิตและการบริการมีความต่างกันในด้านโครงสร้างต้นทุน สัดส่วนแรงงาน และความต้องการวัตถุดิบ
  • ความเข้าใจเรื่องขนาดกิจการช่วยให้วางแผนการลงทุน อัตราการเติบโต และความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระบบเศรษฐกิจ
  • ความรู้เรื่องกระบวนการผลิตแบบ Intermittent และ Continuous มีความสำคัญต่อการออกแบบกระบวนการผลิต การวางแผนทรัพยากร และการควบคุมคุณภาพ

สาระสำคัญทางคณิตศาสตร์และตัวเลขที่พบในเอกสาร

  • จำนวน SMEs ทั่วประเทศ: 3070177 ราย
  • SMEs ตามขนาด: Small 3030525, Medium 40652
  • Micro SMEs: 2644561 ราย
  • เครือองค์กรทางธุรกิจ: บุคคลธรรมดา 2253132 ราย, นิติบุคคล 391429 ราย
  • ต้องระบุว่า Micro สัดส่วนสำคัญมากในภาพรวมผู้ประกอบการ
  • ปีที่อ้างถึงในเอกสารส่วนใหญ่คือ พ.ศ. 2561 และ 2562/2563 ตามบริบท

สรุปย่อบทเรียน (เนื้อหาย่อยที่ควรจำได้ง่าย)

  • อุตสาหกรรมมีความหมายทั้งแบบแนวแคบและแนวกว้าง และครอบคลุมทั้งการผลิตและบริการ
  • สามารถจำแนกอุตสาหกรรมได้หลายมิติ ได้แก่ ขั้นการผลิต, ลักษณะการผลิต, ลักษณะผลิตภัณฑ์, ขนาดของกิจการ, วิธีการผลิต และกระบวนการผลิต
  • มีการแบ่งอุตสาหกรรมตามลำดับขั้นการผลิตเป็น Primary-Secondary-Tertiary
  • ส่วนหนึ่งของบทเรียนมุ่งเน้น SMEs และกรอบกฎหมายไทยที่กำหนดขนาด SMEs พร้อมตัวอย่างต่างประเทศเพื่อเปรียบเทียบ
  • การออกแบบกระบวนการผลิต (Intermittent vs Continuous) มีผลต่อการจัดการวัสดุ คลังสินค้า ทักษะคนงาน และการบำรุงรักษา

หมายเหตุ (อ้างอิงจาก transcript ที่ให้มา)

  • เนื้อหาบางส่วนเป็นข้อความที่อ่านยาก/ถูก OCR ผสม จึงมีการสรุปด้วยภาษาที่เข้าใจได้พร้อมให้ครอบคลุมแนวคิดหลัก
  • ตัวเลขปีและสัดส่วนเป็นตัวอย่างจากบทเรียน เพื่อช่วยในการจดจำและเปรียบเทียบระหว่างประเทศ