การกำหนดอัตราดอกเบี้ย: บันทึกย่อฉบับสมบูรณ์

หลักการพื้นฐานในการสร้างพอร์ตการลงทุน

  • ก่อนเลือกสินทรัพย์ต้อง “เริ่มจากวัตถุประสงค์ของนักลงทุน” ไม่ใช่แค่ค้นหาอัตราผลตอบแทนสูงสุดอย่างเดียว

  • ตัวอย่างชวนคิด

    • หากมีสินทรัพย์ที่คาดหวังผลตอบแทน 10%10\% แต่มีโอกาสขาดทุน 5%-5\% จะเลือกหรือไม่?

    • หากอีกตัวให้ผลตอบแทนคาดหวัง 5%5\% แต่ไม่มีโอกาสติดลบเลย

    • สถานการณ์จะเปลี่ยนไปหรือไม่ถ้าเงินลงทุนคือ $1,000,000\$1,000,000 แทน $1,000\$1,000?

    • อายุ 60 กับอายุ 20 ยอมรับความเสี่ยงไม่เท่ากัน

เกณฑ์ 5 ประการในการประเมินสินทรัพย์ลงทุน

  1. ความมั่งคั่ง (Wealth) หรือจำนวนเงินออมรวม

  2. อัตราผลตอบแทนคาดหวัง (Expected Return) เทียบกับสินทรัพย์อื่น

  3. ความเสี่ยง (Risk) เทียบกับสินทรัพย์อื่น

  4. สภาพคล่อง (Liquidity) เทียบกับสินทรัพย์อื่น

  5. ต้นทุนในการได้มาซึ่งข้อมูล (Information Cost) เทียบกับสินทรัพย์อื่น

    • ทั้ง 5 ข้อจะถูกใช้ซ้ำในการอธิบายการเลื่อนของเส้นอุปสงค์พันธบัตรภายหลัง

ความมั่งคั่ง (Wealth)

  • ความมั่งคั่ง = มูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมด − มูลค่าหนี้สินทั้งหมด

  • เมื่อความมั่งคั่งเพิ่ม ⇒ ขนาดพอร์ตเพิ่ม ⇒ ความต้องการถือสินทรัพย์การเงิน (รวมพันธบัตร) สูงขึ้น

อัตราผลตอบแทนคาดหวัง & วิธีคำนวณ

  • กรณีพันธบัตร IBM คูปอง 8%8\% ราคา $950\$950

    • ได้คูปอง $80\$80 แน่นอน แต่ราคาปลายปีไม่แน่นอน

    • สมมติปลายปีมี 2 เหตุการณ์

    1. ราคา $1,016.50\$1{,}016.50 (กำไรทุน 7%7\%) ⇒ ผลตอบแทนรวม 8%+7%=15%8\% + 7\% = 15\%

    2. ราคา $921.50\$921.50 (ขาดทุนทุน 3%-3\%) ⇒ ผลตอบแทนรวม 8%3%=5%8\% - 3\% = 5\%

    • ถ้าให้โอกาสแต่ละเหตุการณ์ 50%50\%
      Expected Return=0.5×15%+0.5×5%=10%\text{Expected Return}=0.5\times15\%+0.5\times5\%=10\%

  • สูตรทั่วไป
    ER=<em>i=1np</em>iR<em>i\text{ER}=\sum<em>{i=1}^{n} p</em>i R<em>i ( p</em>ip</em>i = ความน่าจะเป็น, RiR_i = ผลตอบแทนแต่ละเหตุการณ์)

ความเสี่ยง (Risk) และทัศนคตินักลงทุน

  • ความเสี่ยง = ระดับความไม่แน่นอนของผลตอบแทน

  • วัดโดย “ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน” ของผลตอบแทนจริงย้อนหลัง

  • ตัวอย่างเปรียบเทียบ IBM ( 50%50\% ได้ 12%12\%, 50%50\% ได้ 0%0\%) กับ GE (รับแน่นอน 6%6\%)

    • แม้ ER\text{ER} เท่ากัน แต่ IBM เสี่ยงกว่า ⇒ นักลงทุนส่วนใหญ่เลือก GE

  • ประเภทนักลงทุน

    • Risk averse: เลี่ยงความเสี่ยง ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าจึงยอมรับเสี่ยง

    • Risk loving: ชอบเสี่ยง เพื่อโอกาสผลตอบแทนสูงสุด (เช่น เลือก IBM)

    • Risk neutral: ตัดสินใจจาก ER\text{ER} ล้วน ไม่สนใจความเสี่ยง

  • ภาพใหญ่: “Risk–Return Trade-off” (พันธบัตรรัฐบาล vs หุ้นสามัญ)

สภาพคล่อง (Liquidity)

  • ความง่ายในการเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นเงินสด

  • สินทรัพย์ยิ่งมีสภาพคล่องสูง ⇒ นักลงทุนยอมรับผลตอบแทนต่ำกว่า

  • เกิด “Liquidity–Return Trade-off”

    • เงินฝากธนาคารสภาพคล่องสูงมาก ⇒ ยอมรับดอกเบี้ยใกล้ 0%0\%

ต้นทุนข้อมูล (Information Cost)

  • ยิ่งหาข้อมูลได้ง่าย/ถูก ⇒ นักลงทุนยอมรับผลตอบแทนต่ำกว่า

  • พันธบัตรรัฐบาล: ข้อมูลความเสี่ยง, Yield หาได้ง่ายออนไลน์ ⇒ ต้นทุนต่ำ

  • พันธบัตรบริษัทใหม่: ต้องวิเคราะห์งบ มีต้นทุนเวลา/เงิน ⇒ ต้องชดเชยด้วยผลตอบแทนสูงขึ้น

  • Trade-off: Information Cost – Return

การกระจายความเสี่ยง (Diversification)

  • นักลงทุนถือสินทรัพย์หลายประเภท/หลายบริษัทเพื่อลดความแปรปรวนรวม

  • ลดได้เฉพาะ “Idiosyncratic (Unsystematic) Risk” เช่น การประท้วง, ฟ้องร้อง

  • ไม่สามารถลบ “Market (Systematic) Risk” ที่กระทบทั้งตลาด (เช่น COVID-19)

ตลาดพันธบัตร: อุปสงค์–อุปทาน & ดุลยภาพราคา/ดอกเบี้ย

  • สมมติเป็นพันธบัตรส่วนลด 1 ปี มูลค่าหน้า FV=$1,000FV=\$1{,}000

  • จุดดุลยภาพในภาพตัวอย่าง: ราคา P=$960P=\$960, ปริมาณ 500B500\text{B}

  • ดอกเบี้ยคำนวณ:
    i=FVPP=1,000960960=4.2%i=\frac{FV-P}{P}=\frac{1{,}000-960}{960}=4.2\%

กรณีราคาเบี่ยงเบน ( P=$980P=\$980 )
  • อุปสงค์ 400B400\text{B}, อุปทาน 600B600\text{B} ⇒ เกินดุลอุปทาน 200B200\text{B}

  • ผู้ขายที่ขายไม่ได้จะลดราคา ⇒ ราคาลดลงจนกลับสู่ $960\$960

ปัจจัยที่ทำให้เส้นอุปสงค์พันธบัตรขยับ (Demand Shift)

  • ความมั่งคั่ง

    • Wealth ↑ ⇒ อุปสงค์พันธบัตร ↑ (เลื่อนไปขวา)

    • ภาวะถดถอย Wealth ↓ ⇒ เลื่อนซ้าย

  • อัตราผลตอบแทนคาดหวังสัมพัทธ์

    • Return พันธบัตร ↑ หรือ Return สินทรัพย์อื่น ↓ ⇒ อุปสงค์ ↑

  • ความเสี่ยงสัมพัทธ์

    • พันธบัตรเสี่ยงขึ้น ⇒ อุปสงค์ ↓

    • หุ้นเสี่ยงขึ้น (พันธบัตรคงที่) ⇒ อุปสงค์พันธบัตร ↑

  • สภาพคล่อง

    • Liquidity พันธบัตร ↑ ⇒ อุปสงค์ ↑

    • ตัวอย่าง 1990s: Online stock trading ทำให้หุ้นสภาพคล่องขึ้น ⇒ อุปสงค์พันธบัตร ↓

  • ต้นทุนข้อมูล

    • ข้อมูลหาง่าย/ถูก ⇒ อุปสงค์ ↑ (ยุคอินเทอร์เน็ต 1990s)

    • วิกฤตการเงิน 2007-09 ข้อมูลยาก/แพง ⇒ อุปสงค์ ↓

ปัจจัยที่ทำให้เส้นอุปทานพันธบัตรขยับ (Supply Shift)

  1. ความคาดหวังกำไรหลังภาษีจากการลงทุนสินทรัพย์จริง

    • ความคาดหวังกำไร ↑ ⇒ บริษัทออกพันธบัตรมากขึ้น (Supply → ขวา)

    • ภาวะถดถอยทำให้กำไรคาดหวัง ↓ ⇒ Supply → ซ้าย

  2. ภาษีธุรกิจ

    • ภาษี ↑ ⇒ กำไรหลังภาษี ↓ ⇒ ออกพันธบัตรน้อยลง (Supply → ซ้าย)

    • ภาษี ↓ ⇒ Supply → ขวา

  3. เงินเฟ้อคาดหวัง

    • πe\pi^e↑ ⇒ Real interest rate คาดหวังของนักลงทุน ↓ ⇒ บริษัทกู้คุ้มขึ้น ⇒ Supply → ขวา

    • πe\pi^e↓ ⇒ Supply → ซ้าย

  4. การกู้ยืมของรัฐบาล

    • รัฐกู้เพิ่ม ⇒ Supply พันธบัตรรวม → ขวา ⇒ ราคาพันธบัตร ↓, อัตราดอกเบี้ย ↑

    • รัฐกู้ลด ⇒ Supply → ซ้าย ⇒ ราคาพันธบัตร ↑, ดอกเบี้ย ↓

สรุปภาพรวมเชื่อมโยง

  • นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนัก 5 เกณฑ์ (Wealth, Expected Return, Risk, Liquidity, Info Cost) เสมอ

  • ในตลาดพันธบัตร ปัจจัยฝั่งอุปสงค์–อุปทานผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจ, นโยบายภาษี, เงินเฟ้อ และงบประมาณภาครัฐ

  • ความเข้าใจกลไกเหล่านี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดอัตราดอกเบี้ยจึงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเหตุใดไม่มี “สินทรัพย์สมบูรณ์แบบ” นักลงทุนจึงเลือกกระจายความเสี่ยง