การกำหนดอัตราดอกเบี้ย: บันทึกย่อฉบับสมบูรณ์
หลักการพื้นฐานในการสร้างพอร์ตการลงทุน
ก่อนเลือกสินทรัพย์ต้อง “เริ่มจากวัตถุประสงค์ของนักลงทุน” ไม่ใช่แค่ค้นหาอัตราผลตอบแทนสูงสุดอย่างเดียว
ตัวอย่างชวนคิด
หากมีสินทรัพย์ที่คาดหวังผลตอบแทน แต่มีโอกาสขาดทุน จะเลือกหรือไม่?
หากอีกตัวให้ผลตอบแทนคาดหวัง แต่ไม่มีโอกาสติดลบเลย
สถานการณ์จะเปลี่ยนไปหรือไม่ถ้าเงินลงทุนคือ แทน ?
อายุ 60 กับอายุ 20 ยอมรับความเสี่ยงไม่เท่ากัน
เกณฑ์ 5 ประการในการประเมินสินทรัพย์ลงทุน
ความมั่งคั่ง (Wealth) หรือจำนวนเงินออมรวม
อัตราผลตอบแทนคาดหวัง (Expected Return) เทียบกับสินทรัพย์อื่น
ความเสี่ยง (Risk) เทียบกับสินทรัพย์อื่น
สภาพคล่อง (Liquidity) เทียบกับสินทรัพย์อื่น
ต้นทุนในการได้มาซึ่งข้อมูล (Information Cost) เทียบกับสินทรัพย์อื่น
ทั้ง 5 ข้อจะถูกใช้ซ้ำในการอธิบายการเลื่อนของเส้นอุปสงค์พันธบัตรภายหลัง
ความมั่งคั่ง (Wealth)
ความมั่งคั่ง = มูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมด − มูลค่าหนี้สินทั้งหมด
เมื่อความมั่งคั่งเพิ่ม ⇒ ขนาดพอร์ตเพิ่ม ⇒ ความต้องการถือสินทรัพย์การเงิน (รวมพันธบัตร) สูงขึ้น
อัตราผลตอบแทนคาดหวัง & วิธีคำนวณ
กรณีพันธบัตร IBM คูปอง ราคา
ได้คูปอง แน่นอน แต่ราคาปลายปีไม่แน่นอน
สมมติปลายปีมี 2 เหตุการณ์
ราคา (กำไรทุน ) ⇒ ผลตอบแทนรวม
ราคา (ขาดทุนทุน ) ⇒ ผลตอบแทนรวม
ถ้าให้โอกาสแต่ละเหตุการณ์
สูตรทั่วไป
( = ความน่าจะเป็น, = ผลตอบแทนแต่ละเหตุการณ์)
ความเสี่ยง (Risk) และทัศนคตินักลงทุน
ความเสี่ยง = ระดับความไม่แน่นอนของผลตอบแทน
วัดโดย “ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน” ของผลตอบแทนจริงย้อนหลัง
ตัวอย่างเปรียบเทียบ IBM ( ได้ , ได้ ) กับ GE (รับแน่นอน )
แม้ เท่ากัน แต่ IBM เสี่ยงกว่า ⇒ นักลงทุนส่วนใหญ่เลือก GE
ประเภทนักลงทุน
Risk averse: เลี่ยงความเสี่ยง ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าจึงยอมรับเสี่ยง
Risk loving: ชอบเสี่ยง เพื่อโอกาสผลตอบแทนสูงสุด (เช่น เลือก IBM)
Risk neutral: ตัดสินใจจาก ล้วน ไม่สนใจความเสี่ยง
ภาพใหญ่: “Risk–Return Trade-off” (พันธบัตรรัฐบาล vs หุ้นสามัญ)
สภาพคล่อง (Liquidity)
ความง่ายในการเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นเงินสด
สินทรัพย์ยิ่งมีสภาพคล่องสูง ⇒ นักลงทุนยอมรับผลตอบแทนต่ำกว่า
เกิด “Liquidity–Return Trade-off”
เงินฝากธนาคารสภาพคล่องสูงมาก ⇒ ยอมรับดอกเบี้ยใกล้
ต้นทุนข้อมูล (Information Cost)
ยิ่งหาข้อมูลได้ง่าย/ถูก ⇒ นักลงทุนยอมรับผลตอบแทนต่ำกว่า
พันธบัตรรัฐบาล: ข้อมูลความเสี่ยง, Yield หาได้ง่ายออนไลน์ ⇒ ต้นทุนต่ำ
พันธบัตรบริษัทใหม่: ต้องวิเคราะห์งบ มีต้นทุนเวลา/เงิน ⇒ ต้องชดเชยด้วยผลตอบแทนสูงขึ้น
Trade-off: Information Cost – Return
การกระจายความเสี่ยง (Diversification)
นักลงทุนถือสินทรัพย์หลายประเภท/หลายบริษัทเพื่อลดความแปรปรวนรวม
ลดได้เฉพาะ “Idiosyncratic (Unsystematic) Risk” เช่น การประท้วง, ฟ้องร้อง
ไม่สามารถลบ “Market (Systematic) Risk” ที่กระทบทั้งตลาด (เช่น COVID-19)
ตลาดพันธบัตร: อุปสงค์–อุปทาน & ดุลยภาพราคา/ดอกเบี้ย
สมมติเป็นพันธบัตรส่วนลด 1 ปี มูลค่าหน้า
จุดดุลยภาพในภาพตัวอย่าง: ราคา , ปริมาณ
ดอกเบี้ยคำนวณ:
กรณีราคาเบี่ยงเบน ( )
อุปสงค์ , อุปทาน ⇒ เกินดุลอุปทาน
ผู้ขายที่ขายไม่ได้จะลดราคา ⇒ ราคาลดลงจนกลับสู่
ปัจจัยที่ทำให้เส้นอุปสงค์พันธบัตรขยับ (Demand Shift)
ความมั่งคั่ง
Wealth ↑ ⇒ อุปสงค์พันธบัตร ↑ (เลื่อนไปขวา)
ภาวะถดถอย Wealth ↓ ⇒ เลื่อนซ้าย
อัตราผลตอบแทนคาดหวังสัมพัทธ์
Return พันธบัตร ↑ หรือ Return สินทรัพย์อื่น ↓ ⇒ อุปสงค์ ↑
ความเสี่ยงสัมพัทธ์
พันธบัตรเสี่ยงขึ้น ⇒ อุปสงค์ ↓
หุ้นเสี่ยงขึ้น (พันธบัตรคงที่) ⇒ อุปสงค์พันธบัตร ↑
สภาพคล่อง
Liquidity พันธบัตร ↑ ⇒ อุปสงค์ ↑
ตัวอย่าง 1990s: Online stock trading ทำให้หุ้นสภาพคล่องขึ้น ⇒ อุปสงค์พันธบัตร ↓
ต้นทุนข้อมูล
ข้อมูลหาง่าย/ถูก ⇒ อุปสงค์ ↑ (ยุคอินเทอร์เน็ต 1990s)
วิกฤตการเงิน 2007-09 ข้อมูลยาก/แพง ⇒ อุปสงค์ ↓
ปัจจัยที่ทำให้เส้นอุปทานพันธบัตรขยับ (Supply Shift)
ความคาดหวังกำไรหลังภาษีจากการลงทุนสินทรัพย์จริง
ความคาดหวังกำไร ↑ ⇒ บริษัทออกพันธบัตรมากขึ้น (Supply → ขวา)
ภาวะถดถอยทำให้กำไรคาดหวัง ↓ ⇒ Supply → ซ้าย
ภาษีธุรกิจ
ภาษี ↑ ⇒ กำไรหลังภาษี ↓ ⇒ ออกพันธบัตรน้อยลง (Supply → ซ้าย)
ภาษี ↓ ⇒ Supply → ขวา
เงินเฟ้อคาดหวัง
⇒ Real interest rate คาดหวังของนักลงทุน ↓ ⇒ บริษัทกู้คุ้มขึ้น ⇒ Supply → ขวา
⇒ Supply → ซ้าย
การกู้ยืมของรัฐบาล
รัฐกู้เพิ่ม ⇒ Supply พันธบัตรรวม → ขวา ⇒ ราคาพันธบัตร ↓, อัตราดอกเบี้ย ↑
รัฐกู้ลด ⇒ Supply → ซ้าย ⇒ ราคาพันธบัตร ↑, ดอกเบี้ย ↓
สรุปภาพรวมเชื่อมโยง
นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนัก 5 เกณฑ์ (Wealth, Expected Return, Risk, Liquidity, Info Cost) เสมอ
ในตลาดพันธบัตร ปัจจัยฝั่งอุปสงค์–อุปทานผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจ, นโยบายภาษี, เงินเฟ้อ และงบประมาณภาครัฐ
ความเข้าใจกลไกเหล่านี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดอัตราดอกเบี้ยจึงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเหตุใดไม่มี “สินทรัพย์สมบูรณ์แบบ” นักลงทุนจึงเลือกกระจายความเสี่ยง