บท 7 การประกันภัยสำหรับการขนส่งแบบอื่น (Other Transports Insurance)

1. การประกันภัยเครื่องบิน (Aviation Insurance)

ประกันภัย

  1. ตัวเครื่องบิน

  2. เครื่องร่อนเฮลิคอปเตอร์

  3. สินค้าที่บรรจุในเครื่องบิน

การประกันภัยความรับผิด (Liability Insurance)

ประเทศสหรัฐอเมริกา

  • หลัก Common Law อันเกิดจากคำพิพากษาของศาล

    • หลักส่วนได้เสีย

    • หลักสุจริตอย่างยิ่ง

    • อนุสัญญา พิธีสาร ข้อตกลงกับ ตปท.

  • สำนักงานการบินพลเรือน

ประเทศอังกฤษ

  • ตรากฎข้อบังคับ 785/04

    • กน.ให้ปท.ในกลุ่มประชาคมยุโรปต้องตรากม. ให้บุคคลซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องบิน ต้องเอาประกันภัยเครื่องบิน

  • สำนักงานการบินพลเรือน

    • องค์กรมีอำนาจบังคับให้จข.เครื่องบิน ต้องแจ้งเอาประกัน โดยจข.จะทำเป็นนิติ/บค.ธรรมดา, ทำธุรกิจ/ไม่ทำ ก็ตาม

ประเทศเยอรมนี

  • บทบัญญัติในประมวลกฎหมายพาณิชย์

  • กม.ว่าด้วย สัญญาประกันภัยแห่งสหพันธรัฐเยอรมนี

  • สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค

    • องค์กรควบคุมกิจการประกันภัย

ประเทศสวีเดน

  • ประมวลกฎหมายแพ่ง

    • การทำปก.เครื่องบินต้อง

      1. มีการทำสัญญาระหว่างผู้เอาประกัน

      2. ต้องมี ส่วนได้ส่วนเสียกับเครื่องบิน

  • กฎหมายควบคุมกิจการประกันภัย

    • ผู้รับประกัน(Insurer) ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในรูป บจก. บมจ.***

ชนิดของการประกันภัยตัวเครื่องบิน

  1. ประกันฯ ตัวเครื่องบิน

  2. ประกันฯ สินค้าที่ขน

  3. ประกันฯ ความรับผิด

    • กรณีการถูกจี้ ก่อวินาศกรรม

    • ประเภทเบ็ดเตล็ด (Miscellaneous)

    • กฎหมายไทยเรียก “การประกันภัยค้ำจุน”**

วิธีการซื้อประกัน และ การคิดอัตราเบี้ยประกัน

  • ตัวเครื่องบิน

    • ซื้อรายปี รวมกลุ่มก.บิน/รายประเทศ เพื่อให้เบี้ยประกัน ถูกลง

  • ประกันสินค้า(Cargo) ผู้โดยสาร ทรัพย์สิน บค.ที่สาม

    • ซื้อเป็นรายเที่ยว

    • อัตราเบี้ยประกัน b/w 0.1% - 10%

    • อัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ยังมีอัตราที่ต่ำ

เอกสารประกันภัยขนส่ง และ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

  • ท/ส ของผู้โดยสารหาย → เอกสารปจต. , เอการกำกับการขน → แจ้งสายการบิน → เรียกร้องค่าเสียหาย

  • กรณีเกิดอุบัติเหตุ → ตรวจพิสูจน์จาก กล่องดำ/บันทึกการบิน → เรียกเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

**ประกันภัยการขนส่งสินค้าทางอากาศ

  1. แบบเร่งด่วน

  2. แบบประหยัด

  3. ต่อเนื่องหลายรูปแบบ

  4. ขนส่งสินค้าหนักทางอากาศ

  5. สินค้าวิทยาศาสตร์ชีวภาพทางอากาศ

    • ข้ามคืน door-to-door รองรับ end-to-end → late cut-off times

  6. บริการโลจิสติกส์สินค้าประเภทเน่าเสียง่าย

  7. เช่าเหมาลำเครื่องบินขนส่งสินค้า


2. การประกันภัยผู้โดยสารเรือสำหรับโดยสาร

เรือโดยสารที่ต้องทำประกันภัย

  • กม. กำหนดให้ จข.เรือโดยสารทุกลำ → ต้องจัดประกันภัยให้แก่ผดส. → หลักประกัน ผดส.จะมีผู้รผช. ทั้งผู้ประสบภัย, เจ้าของเรือ

  • เรือโดยสาร ที่เข้าลักษณะต้องทำประกัน

    • เรือที่ระบุปภ.การใช้ไว้ในใบอนุญาตใช้เรือให้เป็น “เรือประเภทโดยสาร” / ประเภทอื่น

    • ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป มี/ไม่มีค่าตอบแทน ไม่ว่าจะวิ่งในเส้นทางใดก็ตาม

การกำหนดเบี้ยประกันภัย และ ประโยชน์ในการทำประกันภัย

  • กฎกระทรวงคมนาคม ฉบับที่ 73 (พ.ศ. 2549)

    • เจ้าของเรือผู้ประกอบการเดินเรือสำหรับโดยสาร ต้องจัดให้มีการประกันภัยอุบัติเหตุ ตามระยะเวลาที่กำหนดในใบอนุญาตใช้เรือ

  • อัตราเบี้ยประกันภัยผู้โดยสารเรือภาคบังคับ

จำนวนผู้โดยสารที่เรือบรรทุกได้

อัตราเบี้ยประกัน (บาท/คน/ปี)

ลักษณะ

1-12 คน

อยู่ระหว่าง 50-80 บาท

เรือขนาดเล็ก ความเสี่ยงต่ำ

13 คนขึ้นไป

อยู่ระหว่าง 100-150 บาท

เรือขนาดกลาง–ใหญ่ ความเสี่ยงสูงขึ้น

เรือลำใดสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ครั้งละ 20 คน เบี้ยประกันภัยที่เจ้าของเรือลำนั้นจะต้องจ่าย คือ ประมาณ 2,000 – 3,000 บาทต่อปี

  • ประโยชน์ - หากเจ้าของเรือทำประกันว้ เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของเรือในการบรรเทาความเดือดร้อนทางด้านการเงินที่จะต้องจ่ายชดเชยให้แก่ผู้ประสบภัย

การคุ้มครองเรือที่มีประกันภัย

กรณีความเสียหาย

จำนวนเงินคุ้มครอง (บาท/คน)

1. เสียชีวิต

100,000

2. สูญเสียตาหรือสายตาทั้งสองข้าง

100,000

3. สูญเสียแขนหรือขา หรือสมรรถภาพในการใช้แขนหรือขาทั้งสองข้าง

100,000

4. สูญเสียแขนหรือสมรรถภาพในการใช้แขนหนึ่งข้าง และสูญเสียขา    หรือสมรรถภาพในการใช้ขาหนึ่งข้าง

100,000

5. แขนหรือขา หรือสมรรถภาพในการใช้แขนหรือขาหนึ่งข้าง และสูญเสียตาหรือสายตาหนึ่งข้าง

100,000

6. ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง

100,000

7. เสียตาหรือสายตาหนึ่งข้าง

60,000

8. เสียแขนหรือขา หรือสมรรถภาพในการใช้แขนขาหรือขาหนึ่งข้าง

60,000

9. ค่ารักษาพยาบาล

ไม่เกิน 15,000

แนวทางปฏิบัติในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

ประเภทความเสียหาย

ระยะเวลายื่นเอกสาร

ผู้รับผิดชอบ

เสียชีวิต

ภายใน 30 วัน

เจ้าของเรือ / ผู้เอาประกัน

สูญเสียอวัยวะ

ภายใน 30 วัน

เจ้าของเรือ / ผู้เอาประกัน

ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง

ภายใน 30 วัน

เจ้าของเรือ / ผู้เอาประกัน

บาดเจ็บ

ภายใน 180 วัน

เจ้าของเรือ / ผู้เอาประกัน


3. การประกันภัยความเสียหายจากการขนส่งวัตถุอันตราย

ที่มาการประกันภัยความเสียหายจากการขนส่งวัตถุอันตราย

  • กรมโรงงานอุตสาหกรรมออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง ประกันภัยความเสียหายจากการขนส่งวัตถุอันตราย พ.ศ. 2549 (ถูกยกเลิก)

    • บังคับผู้ขนส่งวัตถุอันตรายในรูปแบบรถแท็งก์ทุกชนิดทำประกันภัยเพิ่มเติม

    • นอกเหนือจาก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535

  • คุ้มครองความเสียหายต่อ

    • ชีวิต ร่างกาย อนามัย และทรัพย์สินบุคคลภายนอก

    • สิ่งแวดล้อม สัตว์ พืช ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพย์สินรัฐ และทรัพย์ไม่มีเจ้าของ

    • ค่าใช้จ่ายในการเก็บกู้ เคลื่อนย้าย บำบัด บรรเทา และฟื้นฟูสภาพ

  • วงเงินความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาทต่อเหตุการณ์แต่ละครั้ง

  • สมาคมประกันวินาศภัยไทย โดยคณะกมก.ประกันภัยเบ็ดเตล็ด จัดทำ กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดจากการขนส่งวัตถุอันตรายทางบก เพื่อรองรับประกาศดังกล่าว

  • ปัญหาที่เกิดขึ้น

    • วงเงินความรับผิดสูงมาก

    • ความคุ้มครองซ้ำกับประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ

    • ผู้ขนส่งต้องแบกรับค่าเบี้ยประกันเพิ่มสูง

  • กรมโรงงานอุตฯ → ประสานสนง.คปภ., สมาคมประกันวินาศภัย

  • → หารือระหว่างคณะกมก.ประกันภัยเบ็ดเตล็ & คณะกมก.ประกันภัยยานยนต์

  • ข้อสรุป → ควรจะจัดทำเป็นเอกสารแนบท้ายขยายความคุ้มครองเฉพาะค่าใช้จ่ายในการขจัด เคลื่อนย้าย บำบัด บรรเทาความเสียหาย รวมทั้งการฟื้นฟู

รูปแบบการประกันภัยความเสียหายจากการ ขนส่งวัตถุอันตราย (แบบเดิม และแบบใหม่)

รูปแบบเดิม (ประกาศ พ.ศ.2549 — ยกเลิกแล้ว)

  • บังคับให้มีประกันหลายฉบับควบคู่กัน ได้แก่

    • ก.ธ. รถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.)

    • ก.ธ. รถยนต์ภาคสมัครใจ

    • ก.ธ. ขนส่งวัตถุอันตรายทางบก

  • มี 2 แนวทางการทำประกัน

    • รูปแบบ 1 พ.ร.บ. + ภาคสมัครใจ + ประกันวัตถุอันตราย

    • รูปแบบ 2 พ.ร.บ. + ประกันวัตถุอันตราย (ไม่ต้องมีภาคสมัครใจ)

  • วงเงินคุ้มครองตามกฎหมายกำหนด

    • ชีวิตและร่างกายบุคคลภายนอก

      • ไม่น้อยกว่า 100,000 บาทต่อคน

      • ไม่น้อยกว่า 10,000,000 บาทต่อเหตุการณ์แต่ละครั้ง

    • ทรัพย์สิน + ค่าเก็บกู้ + ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

      • รวมไม่น้อยกว่า 30,000,000 บาทต่อเหตุการณ์

  • ปัญหาที่เกิดขึ้น

    • ความคุ้มครองซ้ำซ้อนกับประกันรถ

    • ผู้ประกอบการมีภาระเบี้ยสูง

    • ระบบซับซ้อนหลายกรมธรรม์