อะตอมและตารางธาตุ
ความหมายพื้นฐานของอะตอม
คำว่า “อะตอม” มาจากภาษากรีกคำว่า “atomos” แปลว่า “แบ่งแยกไม่ได้”
ภาพถ่ายอะตอมจริง (ธาตุรีเนียม) จากกล้องจุลทรรศน์สนามไอออน แสดงให้เห็นตำแหน่งอะตอมเป็นจุดสีขาว (ขยาย ≈ เท่า)
แนวคิดยุคโบราณ — ดิโมคริตุส (Democritus)
แบ่งสสารไปเรื่อย ๆ จะได้อนุภาคเล็กที่สุดที่ไม่สามารถแบ่งต่อได้ เรียกว่า “อะตอม”
พัฒนาการของแบบจำลองอะตอม (ลำดับเวลา)
แบบจำลองดอลตัน (John Dalton, ค.ศ.1803)
สมมติว่าอะตอมกลมตัน แบ่งแยกไม่ได้
ข้อสรุป 4 ประการ
สสารทุกชนิดประกอบด้วยอะตอม
อะตอมของธาตุเดียวกันมีสมบัติเหมือนกัน ต่างธาตุต่างสมบัติ
อะตอมไม่สูญหาย/เกิดใหม่
สารประกอบเกิดจากอะตอมหลายธาตุรวมกันเป็นอัตราส่วนตัวเลขลงตัวเล็ก ๆ
ภาพจินตภาพ: ลูกบอลแข็งเล็ก ๆ
ข้อลบล้างภายหลัง: พบโปรตอน นิวตรอน อิเล็กตรอน → อะตอมแบ่งแยกได้
การค้นพบอิเล็กตรอน (J. J. Thomson, ค.ศ.1897)
ใช้หลอดรังสีแคโทด (Cathode Ray Tube; แรงดัน , ความดันก๊าซต่ำ)
จุดสว่างบนฉาก ZnS เบี่ยงเข้าหาขั้วบวก → รังสีเป็นอนุภาคประจุลบ
เมื่อเพิ่มสนามแม่เหล็กจนไม่เบี่ยงเบน → คำนวณ (ค่าคงที่ไม่ขึ้นกับชนิดก๊าซ/โลหะ)
ตั้งชื่ออนุภาคลบนี้ว่า “อิเล็กตรอน”
แบบจำลอง “พุดดิ้งลูกพลัม” : ทรงกลมประจุบวกมีอิเล็กตรอนฝังกระจาย
การค้นพบรังสีแอโนด/โปรตอน (Eugen Goldstein, ค.ศ.1886)
ปรับหลอดรังสีแคโทด เจาะรูที่ขั้ว anode → ได้ “รังสีบวก” เบี่ยงเข้าหาขั้วลบ
ของรังสีบวกเปลี่ยนตามชนิดก๊าซ → คือไอออนบวกต่าง ๆ; อนุภาคบวกพื้นฐานเรียกว่า “โปรตอน”
การหาค่าประจุอิเล็กตรอน (Millikan Oil-Drop, ค.ศ.1908)
หยดน้ำมันประจุไฟฟ้าตกผ่านสนามไฟฟ้า คำนวณประจุต่อหยด → ค่าประจุพื้นฐาน
รวมกับ ของทอมสัน → มวลอิเล็กตรอน
การกระเจิงอนุภาคแอลฟา (Rutherford, Geiger, Marsden; ค.ศ.1911)
ยิงอนุภาค ไปยังแผ่นทองคำบาง
ผลลัพธ์
ส่วนใหญ่ทะลุตรง → อะตอมมีที่ว่างมาก
ส่วนน้อยเบน → มีบริเวณประจุบวกหนาแน่นสูงตรงกลาง
จำนวนน้อยมากสะท้อนกลับ → นิวเคลียสมีมวลมาก ขนาดเล็ก
แบบจำลองรัทเทอร์ฟอร์ด: นิวเคลียสโปรตอนอยู่กลาง, อิเล็กตรอนโคจรรอบอย่างกว้าง
การค้นพบนิวตรอน (James Chadwick, ค.ศ.1932)
ยิงอนุภาค ใส่แผ่นเบริลเลียม → ได้รังสีไม่เบี่ยงในสนาม, ชนแผ่นพาราฟินให้โปรตอนพุ่งออกมา
อนุภาคใหม่ไม่มีประจุ, มวลใกล้โปรตอน → “นิวตรอน”
แบบจำลองโบร์ (Niels Bohr, ค.ศ.1913; อธิบายสเปกตรัม)
นิวเคลียสกลาง, อิเล็กตรอนโคจรเป็น “ชั้นพลังงาน”
พลังงานต่ำสุดใกล้นิวเคลียส, สูงขึ้นตาม
การกระโดดระดับพลังงานให้กำเนิด/ดูดกลืนโฟตอน → เส้นสเปกตรัม
## แบบจำลองกลุ่มหมอก (Quantum-Mechanical / Electron Cloud)
อิเล็กตรอนมีคุณสมบัติคลื่น-อนุภาค → ไม่สามารถระบุตำแหน่งแน่นอน
ใช้ “ความน่าจะเป็น” (orbital/cloud) แทนวงโคจร
กลุ่มหมอกหนา = โอกาสพบอิเล็กตรอนสูง, บาง = ต่ำ
หลายระดับพลังงาน; ชั้นต่ำอยู่ใกล้นิวเคลียส
อนุภาคมูลฐานของอะตอม
ตารางสรุป
อิเล็กตรอน : มวล , ประจุ
โปรตอน : มวล (≈ ), ประจุ
นิวตรอน : มวล (≈ ), ประจุ
อะตอมของธาตุเดียวกัน “ต้อง” มีจำนวนโปรตอนเท่ากันเสมอ
สัญลักษณ์นิวเคลียร์ เลขอะตอม–เลขมวล
เขียนรูป
(เลขอะตอม) = จำนวนโปรตอน (และ = อิเล็กตรอน ถ้าเป็นกลาง)
(เลขมวล) = จำนวนโปรตอน นิวตรอน
จำนวนนิวตรอน
ตัวอย่าง
→
→
ไอออน
อะตอมไม่เป็นกลาง:
ไอออนบวก (Cation): p > e (เช่น )
ไอออนลบ (Anion): p < e (เช่น )
ไอโซโทป ไอโซโทน ไอโซบาร์ & ไอโซอิเล็กทรอนิก
ไอโซโทป: เท่ากัน, ต่างกัน (ต่าง )
ไฮโดรเจน: (โปรเทียม), (ดิวทีเรียม), (ตรีเทียม)
ไอโซโทน: เท่ากัน, และ ต่างกัน
ตัวอย่าง กับ → เท่ากัน
ไอโซบาร์: เท่ากัน, และ ต่างกัน
ตัวอย่าง กับ
ไอโซอิเล็กทรอนิก: จำนวนอิเล็กตรอนและการจัดเรียงเหมือนกัน (เช่น → เหมือนกัน)
การจัดเรียงอิเล็กตรอน (หลักโบร์ & เชลล์)
ระดับพลังงานหลัก ใกล้นิวเคลียสพลังงานต่ำสุด
ความน่าจะเป็นพบอิเล็กตรอนมากใกล้นิวเคลียส และลดลงเมื่อห่างออกไป
ตารางธาตุ (Periodic Table)
จัดเรียงตาม เพิ่มขึ้น แนวนอน = “คาบ”, แนวตั้ง = “หมู่”
ตัวอย่างหมู่ 1 (Alkali Metals):
บล็อก (ลานทาไนด์-แอกทิไนด์ แยกด้านล่าง)
เลข : ธาตุสังเคราะห์ (Rf, Db, …, Og)
การประยุกต์ (Chemistry in Real Life)
การใช้ “ไอโซโทปรังสี” ฉายรังสีอาหาร
ลด/ยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรค
ยืดอายุเก็บรักษา
ชะลอการสุกของผลไม้
ประเด็นจริยธรรม/ความปลอดภัย
ต้องควบคุมปริมาณรังสี, ให้ข้อมูลผู้บริโภคชัดเจน
สรุปเชิงแนวคิด
แบบจำลองอะตอมพัฒนาตามข้อมูลทดลองใหม่ ๆ
อนุภาคมูลฐาน เป็นแก่นของทฤษฎีอะตอมสมัยใหม่
คุณสมบัติมหภาคของสสาร (สเปกตรัม, สมบัติธาตุในตาราง, ปฏิกิริยาเคมี) ล้วนเชื่อมโยงกับโครงสร้างอะตอมและการจัดเรียงอิเล็กตรอน