สรุปสาระสำคัญวิชาสัญญาระหว่างประเทศ (International Contract) โดย ผศ.ดร. ชนิสา งามอภิชน
ข้อมูลเบื้องต้นและบทบาทของผู้ร่างสัญญาระหว่างประเทศ
การศึกษาวิชาสัญญาระหว่างประเทศ (International Contract) บรรยายโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชนิสา งามอภิชน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้มีความเชี่ยวชาญในวิชาด้านกฎหมายหลายแขนง เช่น การเจรจาต่อรองและการร่างสัญญา, กฎหมายสัญญาขั้นสูงทางธุรกิจ, กฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศ และกฎหมายว่าด้วยมรดก การร่างสัญญาระหว่างประเทศมีเป้าหมายหลักคือการสร้าง "กฎหมายระหว่างคู่สัญญา" (Law of the parties) ซึ่งสัญญาประกอบด้วยสามส่วนสำคัญ คือ ชุดของคำมั่นสัญญา (Set of promises), หน้าที่ในการปฏิบัติตาม (Performance of duties) และการเยียวยาเมื่อมีการผิดสัญญา (Remedies for breach)
ผู้ร่างสัญญาเปรียบเสมือนผู้เล่าเรื่องราวเหตุการณ์ในอนาคต โดยมีหน้าที่กำหนดว่าคู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องทำอะไร และจะเกิดอะไรขึ้นหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น หน้าที่ของผู้ร่างสัญญา (Contract Drafter) แบ่งออกเป็นสองบทบาทหลัก คือเป็นทั้งผู้เจรจา (Negotiator) และผู้เขียน สัญญาระหว่างประเทศที่ดีต้องสะท้อนสิ่งที่เจรจามาอย่างครบถ้วนและชัดเจน ผู้ร่างต้องเข้าใจสาระสำคัญและวัตถุประสงค์ของสัญญา รู้จักผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ทั้งหมด เขียนด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนไม่กำกวม มีสไตล์และการใช้คำนิยามที่สอดคล้องกันตลอดทั้งฉบับ และต้องสะท้อนกฎหมายที่ใช้บังคับได้อย่างถูกต้องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างเป็นธรรม
การพิจารณาองค์ประกอบของสัญญาควรยึดหลักคำถามพื้นฐาน 5W1H ได้แก่ 1. Why (ทำไมต้องมีสัญญา): มักปรากฏในส่วน Preamble เพื่อบอกที่มาและแรงจูงใจ 2. Who (ใครเกี่ยวข้องบ้าง): รวมถึงผู้ลงนาม ผู้ถือหุ้น บุคคลที่สามที่เป็นผู้รับประโยชน์ ผู้ตรวจสอบบัญชี และอนุญาโตตุลาการ 3. What (ทำอะไร): คือสิ่งตอบแทน (Consideration) สิทธิ และหน้าที่ 4. Where (ที่ไหน): สถานที่ปฏิบัติงาน กฎหมายที่ใช้บังคับ และสถานที่ระงับข้อพิพาท 5. When (เมื่อไหร่): กำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขเวลาที่ชัดเจน 6. How (อย่างไร): รายละเอียดวิธีการปฏิบัติ ซึ่งมักใส่ไว้ในเอกสารแนบท้าย (Exhibit/Appendix/Schedule)
หลักเสรีภาพในการทำสัญญาและความสงบเรียบร้อยของประชาชน
หลักเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract) เป็นส่วนหนึ่งของหลักอิสระในทางแพ่ง (Private Autonomy) ซึ่งบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 151 ว่า "การใดเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้ามิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นไม่เป็นโมฆะ" หลักการนี้ครอบคลุมเสรีภาพในสามด้าน คือ เสรีภาพในการเลือกคู่สัญญาและรูปแบบ (องค์ประกอบ), เสรีภาพในการกำหนดเนื้อหา และเสรีภาพในผลของสัญญาตามหลักสัญญาต้องเป็นสัญญา (Pacta Sunt Servanda)
อย่างไรก็ตาม เสรีภาพนี้มีขีดจำกัดตามมาตรา 150 ที่ห้ามวัตถุประสงค์ที่ต้องห้ามชัดแจ้ง พ้นวิสัย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย และยังมีกฎหมายเฉพาะที่เข้ามาควบคุม เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 6 ที่ห้ามยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ประกอบธุรกิจต่อผู้บริโภคในเรื่องความชำรุดบกพร่องหรือการรอนสิทธิ เว้นแต่ผู้บริโภคจะรู้อยู่แล้ว รวมถึงกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายควบคุมราคาสินค้า
ในกรณีของกฎหมายกู้ยืมเงิน มีตัวอย่างสำคัญในมาตรา 654 ที่กำหนดว่าดอกเบี้ยต้องไม่เกินร้อยละ ต่อปี หากตกลงเกินกว่านี้จะถือว่าขัดต่อกฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกรับดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ส่งผลให้ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะทั้งหมดตามมาตรา 150 (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 567/2536 และ 7378/2542) แต่ลูกหนี้ยังต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ บวกเพิ่มร้อยละ ต่อปี ตามมาตรา 224 และมาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ พ.ศ. 2564
โครงสร้างพื้นฐานของสัญญาและข้อสัญญามาตรฐาน (Boilerplate Clauses)
สัญญาระหว่างประเทศทั่วไปประกอบด้วย 6 ส่วนหลัก คือ 1. Introduction (ส่วนนำ) 2. Preamble/Recitals (อารัมภบท) 3. Definitions (นิยาม) 4. Substantive Provisions (ข้อสัญญาหลัก) 5. General Provisions/Boilerplate (ข้อสัญญามาตรฐาน) และ 6. Signature and Dates (การลงนามและวันที่) โดยในส่วนของ Introduction จะประกอบด้วยชื่อสัญญา คู่สัญญา (ชื่อบริษัท ที่อยู่จดทะเบียน เลขทะเบียน) และวันที่ทำสัญญา ซึ่งต้องแยกแยะระหว่าง Signature Date (วันที่เซ็น) และ Effective Date (วันที่เริ่มมีผล)
ข้อสัญญามาตรฐาน (Boilerplate Clauses) ที่สำคัญมีดังนี้:
- Assignment (การโอนสิทธิและหน้าที่): โดยปกติจะห้ามโอน เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากอีกฝ่าย
- Modification/Amendment: การแก้ไขสัญญาต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรและลงนามโดยผู้มีอำนาจเท่านั้น
- Entire Agreement (ข้อตกลงอันเป็นที่สุด): ระบุว่าสัญญานี้แทนที่การเจรจาหรือข้อตกลงก่อนหน้าทั้งหมด เพื่อป้องกันการนำสิ่งที่เคยพูดคุยกันนอกรอบมาใช้โต้แย้งเนื้อหาในสัญญา
- Severability (การแยกส่วนสัญญา): หากข้อสัญญาใดตกเป็นโมฆะ ให้ข้อสัญญาที่เหลือยังคงมีผลบังคับต่อไปได้
- Waivers (การสละสิทธิ): การที่ฝ่ายหนึ่งไม่ใช้สิทธิในครั้งหนึ่ง ไม่ถือว่าเป็นการสละสิทธิที่จะบังคับตามสัญญานั้นในครั้งต่อๆ ไป
- Notice (การส่งคำบอกกล่าว): ต้องระบุตัวบุคคล สถานที่ วิธีการ (เช่น Registered Mail, Fax, Email) และภาษาที่ใช้ (มักเป็นภาษาอังกฤษ) รวมถึงกำหนดเวลาที่ถือว่าได้รับคำบอกกล่าว (Deemed received)
สำหรับการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ มีพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 8 และ 9 รองรับความมีผลผูกพันทางกฎหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และการลงลายมือชื่อที่สามารถระบุระบุตัวตนและแสดงเจตนารับรองข้อความได้
กฎหมายที่ใช้บังคับ (Governing Law) ในสัญญาระหว่างประเทศ
ความแตกต่างที่สำคัญของสัญญาระหว่างประเทศคือเรื่องภาษา กฎหมายที่ใช้บังคับ และการระงับข้อพิพาท ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 13 กำหนดว่าให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่สัญญา (Express Choice of Law) หากไม่มีเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยาย ให้ใช้กฎหมายสัญชาติร่วมกันของคู่สัญญา หากสัญชาติต่างกันให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญาได้ทำขึ้น (Lex loci contractus)
การเลือกกฎหมายอาจเป็นการเลือกเพียงกฎหมายเดียวหรือแยกส่วน (Split choice of law) ก็ได้ เช่น งวดชำระเงินที่ 1 ใช้กฎหมายไทย งวดที่ 2 ใช้กฎหมายสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังมีข้อสัญญาประเภทอื่นๆ เช่น
- Handcuffs Clause: จำกัดสิทธิให้คู่สัญญาเรียกร้องได้เฉพาะเท่าที่ระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น แม้กฎหมายที่เลือกใช้จะให้สิทธิมากกว่า
- Freezing/Petrification Clause: กำหนดให้ใช้กฎหมายเฉพาะช่วงเวลาที่ทำสัญญา โดยไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การใช้กฎหมายต่างประเทศในศาลไทยมีข้อจำกัดตามมาตรา 5 คือต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของไทย เช่น เรื่อง Punitive Damages (ค่าเสียหายเชิงลงโทษ) ที่กฎหมายไทยยอมรับเฉพาะในบางกรณี เช่น พ.ร.บ. ความลับทางการค้า, พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งปกติศาลไทยจะยึดหลัก Actual Damages (ค่าเสียหายตามจริง) หากพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศไม่ได้ ศาลไทยจะใช้กฎหมายภายในของไทยแทนตามมาตรา 8
การระงับข้อพิพาท (Dispute Resolution)
วิธีการระงับข้อพิพาทแบ่งเป็นหลายระดับ เริ่มจาก 1. Mutual Discussion (การเจรจา) 2. Mediation (การไกล่เกลี่ยโดยคนกลาง) 3. Arbitration (การอนุญาโตตุลาการ) และ 4. Litigation (การฟ้องร้องทางศาล) การอนุญาโตตุลาการเป็นที่นิยมในระดับสากลเพราะความเป็นส่วนตัวและความยืดหยุ่น โดยมักอ้างอิงกฎของสถาบัน เช่น ICC, SIAC หรือ TAI ของไทย
ข้อสัญญาการระงับข้อพิพาทแบบ Multi-tier จะระบุขั้นตอนชัดเจน เช่น ต้องไกล่เกลี่ยก่อน 60 วัน หากไม่สำเร็จจึงเข้าสู่อนุญาโตตุลาการ ในกรณีของ TAI มีกฎใหม่ปี 2564 เรื่อง Accelerated Procedures (กระบวนการเร่งด่วน) สำหรับข้อพิพาทไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งจะใช้คนเดียวและตัดสินภายใน 60-180 วัน
ในส่วนของเขตอำนาจศาล (Jurisdiction) มีสองแบบคือ Exclusive (เฉพาะเจาะจงศาลเดียว) และ Non-exclusive (ให้สิทธิไปศาลอื่นที่เกี่ยวข้องได้ด้วย) นอกจากนี้ในการแต่งตั้งตัวแทนรับกระบวนการ (Service of Process) บริษัทต่างชาติมักแต่งตั้งตัวแทนในท้องถิ่น (Process Agent) เพื่อรับหมายแทน ซึ่งสอดคล้องกับ ป.วิ.พ. มาตรา 83 ทวิ
ข้อสัญญาทางการเงินและหลักประกัน (Financial and Security Clauses)
ความมั่นคงในราคาและการชำระเงิน (Certainty of price and payment) เป็นหัวใจของธุรกิจ ราคา (Price) ไม่ได้หมายถึงแค่ค่าสินค้า แต่รวมถึงภาษี ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ รูปแบบราคาอาจเป็น Fixed Price, Revenue Sharing, Royalty Fee หรือ Cost Plus ซึ่งมักมาคู่กับ "Right to Audit" (สิทธิในการตรวจบัญชี) เพื่อป้องกันการแจ้งต้นทุนหรือยอดขายเท็จ
วิธีการชำระเงินที่สำคัญในระดับสากลคือ Letter of Credit (L/C) ซึ่งเป็นสัญญาที่ธนาคารออกให้เพื่อรับประกันการชำระเงินเมื่อผู้ขายยื่นเอกสาร (Documentary L/C) เช่น Bill of Lading (ใบตราส่งสินค้า), Certificate of Origin (ใบรับรองแหล่งกำเนิด) และ Certificate of Acceptance (ใบรับรองการตรวจรับ) ซึ่งต้องระวังความเสี่ยงที่ผู้ซื้อไม่ยอมออกใบรับรองการตรวจรับเพื่อดึงการชำระเงิน
หลักประกันรูปแบบต่างๆ (Guarantees and Bonds):
- Bank Guarantee (BG): ธนาคารค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา มักมี 3 ขั้นตอนคือ การขอ BG, การวิเคราะห์ความเสี่ยงของธนาคาร, และการออกหนังสือ BG
- Standby L/C: ใช้เป็นหลักประกันที่จะจ่ายเงินเมื่อมีการผิดสัญญา (First Demand)
- Performance Bond: ประกันการทำงานให้สำเร็จ
- Comfort Letter: จดหมายที่บริษัทแม่ออกให้เพื่อยืนยันการรับรู้การทำสัญญาของบริษัทลูก แต่ผลผูกพันทางกฎหมายต่ำกว่าการค้ำประกัน (Guarantee)
- Chattel Mortgage: การจำนองสังหาริมทรัพย์ (เช่น เครื่องจักร) ตาม พ.ร.บ. หลักประกันทางธุรกิจ 2558 เพื่อให้ลูกหนี้ยังสามารถใช้ทรัพย์สินนั้นทำงานต่อไปได้
ในเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์และความเสี่ยงภัย (Title and Risk) สัญญาระหว่างประเทศมักแยกสองส่วนนี้ออกจากกัน โดยกรรมสิทธิ์จะโอนเมื่อชำระราคาครบถ้วน (Reservation of Title) แต่ความเสี่ยงภัยจะโอนเมื่อสินค้าพ้นจากมือผู้ขาย (Passage of Risk) เพื่อผลประโยชน์ในการทำประกันภัย
ความรับผิด เหตุสุดวิสัย และความยากลำบาก (Liability, Force Majeure, Hardship)
ข้อสัญญาเรื่องความรับผิด (Liability) มีเป้าหมายเพื่อจำกัด (Limitation) หรือยกเว้น (Exclusion) ความรับผิด ซึ่งตามมาตรา 373 ของไทย การตกลงยกเว้นความรับผิดล่วงหน้าสำหรับการทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงถือเป็นโมฆะ ระยะเวลาการเคลมสินค้าแบ่งเป็น Apparent Defects (เห็นได้ชัด) และ Hidden Defects (ซ่อนเร้น) ซึ่งต้องกำหนดเวลาให้เหมาะสม
Force Majeure (เหตุสุดวิสัย): มีองค์ประกอบ 3 อย่างคือ 1. เป็นเหตุภายนอกควบคุมไม่ได้ 2. คาดหมายไม่ได้ 3. หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลของเหตุสุดวิสัยตามมาตรา 8 และ 219 คือทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยและลูกหนี้หลุดพ้นจากความรับผิด (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9047/2544 เรื่องวิกฤตเศรษฐกิจไม่ใช่เหตุสุดวิสัย และ 3327/2530 เรื่องการระงับส่งออกของรัฐบาลเป็นเหตุสุดวิสัย)
Hardship (เหตุความยากลำบาก): ต่างจากเหตุสุดวิสัยตรงที่การปฏิบัติตามสัญญายัง "ทำได้" แต่ "ยากลำบากหรือสิ้นเปลืองมาก" ข้อสัญญา Hardship จะกำหนดให้คู่สัญญาต้องมาเจรจาปรับปรุงเงื่อนไขสัญญา (Adaptation) ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป หากตกลงกันไม่ได้จึงจะใช้สิทธิเลิกสัญญา
การเลิกสัญญาและผลหลังการเลิกสัญญา (Termination and Post-Termination)
ระยะเวลาของสัญญา (Duration) มีหลายรูปแบบ เช่น 1. Fixed Term (กำหนดเวลาแน่นอน) 2. Automatic Renewal (ต่ออายุอัตโนมัติเว้นแต่จะบอกเลิกล่วงหน้า) 3. Indefinite (ไม่มีกำหนดจนกว่าจะบอกเลิกล่วงหน้ามักใช้เวลา 1 ปี) การเลิกสัญญามักทำเมื่อมีการผิดนัด (Event of Default) หรือการผิดสัญญาอย่างเป็นสาระสำคัญ (Material Breach)
กระบวนการบอกเลิกสัญญานิยมใช้ระบบ Notice 2 ฉบับ คือ ฉบับแรกแจ้งเตือนให้แก้ไข (Cure period) ภายในเวลาที่กำหนด (เช่น 2 เดือน) หากไม่แก้ไขจึงส่งฉบับที่สองเพื่อแจ้งเลิกสัญญา ผลหลังการเลิกสัญญา (Post-termination) ประกอบด้วยหน้าที่สำคัญ เช่น:
- Inventory: การซื้อคืนสินค้าคงคลัง (Buy-back) หรือการลอกฉลามเครื่องหมายการค้าออกก่อนขาย (Strip labels)
- Documents: การส่งคืนเอกสารความลับและข้อมูลทางเทคนิคทั้งหมด
- Trademarks: หยุดใช้เครื่องหมายการค้าและเปลี่ยนชื่อบริษัทหากคล้ายคลึงกัน
- Non-competition: ข้อห้ามในการแข่งขันทางธุรกิจภายในระยะเวลาที่กำหนด (เช่น 2 ปี)
- No compensation for Goodwill: ข้อตกลงที่จะไม่เรียกร้องค่าความนิยมจากการที่ได้สร้างฐานลูกค้าไว้ให้คู่สัญญา
ช่วงถาม-ตอบ (Q&A) มีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบอำนาจของผู้ลงนาม (Authority to bind) โดยการตรวจสอบเอกสารจดทะเบียนบริษัทหรือหนังสือมอบอำนาจ เพื่อป้องกันปัญหาความมสมบูรณ์ของสัญญาในภายหลัง