สรุปเนื้อหา: ภัยพิบัติธรรมชาติ
ภัยพิบัติธรรมชาติ (Natural Disasters)
หายนะสภาพอากาศโลก: ระบบกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม (Global Climate Catastrophe: Gulf Stream System)
- ปรากฏการณ์: ระบบ “กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม” ซึ่งทำหน้าที่เป็น "สายพานลำเลียง" อากาศอบอุ่น แร่ธาตุ และสารอาหารต่าง ๆ จากเขตร้อนบริเวณอ่าวเม็กซิโกไปยังยุโรปตะวันตก กำลังเคลื่อนตัวช้าลงอย่างมาก และอาจล่มสลายในปี 2025
- สาเหตุ: ผลจากการปล่อยมลพิษและวิกฤตโลกร้อน
- เมื่อมหาสมุทรร้อนขึ้นและน้ำแข็งละลาย ทำให้น้ำจืดไหลลงสู่มหาสมุทรมากขึ้น
- น้ำจืดที่เพิ่มขึ้นลดความหนาแน่นของน้ำทะเล ทำให้การจมหรือหมุนเวียนของน้ำลงไปด้านล่างลดลง
- เมื่อน้ำทะเลจืดเกินไป อุ่นเกินไป หรือทั้งสองอย่าง กระแสน้ำก็จะหยุดทำงาน
- สถานะปัจจุบัน: กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมอ่อนกำลังที่สุดในรอบพันปี
- ผลกระทบ: นำไปสู่หายนะระบบนิเวศ
ตัวอย่างภัยพิบัติที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย
- แผ่นดินไหวกรุงเทพฯ: ประชาชนในกรุงเทพฯ ตื่นตระหนกจากตึกสูงสั่นไหวที่สามารถรับรู้ได้
- ฝุ่นพิษ: ปัญหาฝุ่นละอองกลับมารุนแรงอีกครั้ง
- น้ำทะเลหนุนสูง: เป็นสาเหตุให้น้ำท่วมในหลายจุดของกรุงเทพมหานคร
ความหมายของภัยพิบัติธรรมชาติ (Definition of Natural Disaster)
- หมายถึง เหตุการณ์อันตรายหรือภัยที่เกิดจากความรุนแรงของกระบวนการทางธรรมชาติ จนเป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บและการสูญเสียชีวิต รวมถึงสร้างความเสียหายต่ออาคาร บ้านเรือน และทรัพย์สินของมนุษย์
ลักษณะของภัยพิบัติธรรมชาติ (Characteristics of Natural Disasters)
- ภัยที่เกิดจากความรุนแรงของกระบวนการทางธรรมชาติ: เกิดขึ้นเป็นประจำ
- ภัยที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิต: จำนวนมากกว่าปกติ
- ภัยที่สร้างความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนและทรัพย์สินผู้คน: จำนวนมาก
- ภัยที่เกิดขึ้นแล้วส่งผลต่อการดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพและเศรษฐกิจท้องถิ่น: ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ประเภทของภัยพิบัติทางธรรมชาติ (Classification of Natural Disasters)
- ภัยพิบัติทางธรณีภาค (Geological Hazards):
- แผ่นดินไหว (Earthquakes)
- ภูเขาไฟระเบิด (Volcanic Eruptions)
- สึนามิ (Tsunamis)
- แผ่นดินถล่ม (Landslides)
- ภัยพิบัติทางบรรยากาศภาค (Atmospheric Hazards):
- ฝนฟ้าคะนอง (Thunderstorms)
- พายุหมุนเขตร้อน (Tropical Cyclones)
- พายุทอร์นาโด (Tornadoes)
- ภัยพิบัติทางอุทกภาค (Hydrological Hazards):
- อุทกภัย (Floods)
- ภัยแล้ง (Droughts)
- ภัยพิบัติทางชีวภาค (Biological Hazards):
ภัยพิบัติธรรมชาติทางธรณีภาค (Geological Natural Disasters)
แผ่นดินไหว (Earthquake)
- ความหมาย: ภัยที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของแผ่นดินที่รุนแรงขนาดมากกว่า 5 ริกเตอร์ขึ้นไป จากรอยเลื่อนที่ยังมีพลัง (active fault) และภูเขาไฟปะทุ ซึ่งเป็นพลังงานจากความเครียดที่สะสมอยู่ใต้เปลือกโลก
- กระบวนการเกิดแผ่นดินไหว:
- การสะสมแรงเค้นและความเครียด: อย่างช้า ๆ ภายใต้เปลือกโลก
- การเลื่อนตัวหรือแตกหักฉับพลัน: เมื่อเกิดความเครียดสูงสุด ทำให้รอยเลื่อนมีพลังเกิดการเลื่อนตัวหรือแตกหัก
- การปลดปล่อยพลังงาน: พลังงานถูกปลดปล่อยออกมาเป็นคลื่นไหวสะเทือน (seismic waves) เป็นเหตุให้เกิดการสั่นสะเทือนของแผ่นดิน
- การปะทุของภูเขาไฟ: แมกมาแทรกดันขึ้นมาตามรอยแตกหรือปล่องภูเขาไฟ
- ประเภทของแผ่นดินไหวแบ่งตามระดับความลึก:
- แผ่นดินไหวระดับตื้น: เกิดที่ความลึกน้อยกว่า 70 กิโลเมตรจากผิวโลก (แผ่นดินไหวขนาดใหญ่มักเป็นแผ่นดินไหวระดับตื้น เกิดขึ้นบริเวณเปลือกโลก)
- แผ่นดินไหวระดับปานกลาง: เกิดที่ความลึกระหว่าง 70−300 กิโลเมตรจากผิวโลก
- แผ่นดินไหวระดับลึก: เกิดที่ความลึกมากกว่า 300 กิโลเมตรจากผิวโลก
- คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง:
- จุดกำเนิดแผ่นดินไหว (Hypocenter/Focus): จุดที่แผ่นดินไหวเริ่มต้นขึ้น
- จุดเหนือศูนย์เกิดแผ่นดินไหว (Epicenter): ตำแหน่งบนผิวโลกที่อยู่เหนือจุดกำเนิดแผ่นดินไหวโดยตรง
- คลื่นแผ่นดินไหว (Seismic Waves): พลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาในลักษณะของคลื่นจากจุดกำเนิดแผ่นดินไหวในทุกทิศทาง
- สาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหว:
- การเคลื่อนตัวฉับพลันของรอยเลื่อนมีพลัง
- การปะทุของภูเขาไฟ
- ขนาดแผ่นดินไหว (Magnitude): เป็นปริมาณของพลังงานที่ถูกปล่อยออกมาจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวในแต่ละครั้ง
- ความรุนแรงของแผ่นดินไหว (Intensity): เป็นผลกระทบของแผ่นดินไหว ณ จุดใดจุดหนึ่ง ที่มีต่อมนุษย์ โครงสร้างอาคาร และพื้นดิน
- ตารางขนาดและความรุนแรงของแผ่นดินไหว (อ้างอิงจากมาตราเมอร์คัลลีและขนาดริกเตอร์อย่างง่าย):
- ขนาดน้อยกว่า 2.9 (ขนาดเล็กมาก - micro): มนุษย์ไม่รู้สึก ตรวจวัดได้เฉพาะเครื่องมือ
- ขนาด 3.0−3.9 (ขนาดเล็ก - minor): รู้สึกได้เฉพาะผู้หยุดนิ่งกับที่ สิ่งของแกว่งไกวเล็กน้อย
- ขนาด 4.0−4.9 (ขนาดเบา - light): คนส่วนใหญ่รู้สึกได้เหมือนรถบรรทุกแล่นผ่าน ทุกคนรู้สึกได้ สิ่งของขนาดเล็กเคลื่อนที่
- ขนาด 5.0−5.9 (ปานกลาง - moderate): คนเดินเซ สิ่งของขนาดใหญ่เคลื่อนที่ คนยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้ อาคารเสียหายเล็กน้อย
- ขนาด 6.0−6.9 (รุนแรง - strong): อาคารเสียหายปานกลาง อาคารเสียหายอย่างมาก
- ขนาด 7.0 ขึ้นไป (รุนแรงมาก - major): อาคารถูกทำลายพร้อมฐานราก แผ่นดินแยกถล่มและเลื่อนไหล สะพานขาด รางรถไฟบิดงอ ท่อใต้ดินชำรุดเสียหาย สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดถูกทำลาย พื้นดินเป็นลอนคลื่น
- ความรุนแรงของแผ่นดินไหวขึ้นกับองค์ประกอบต่าง ๆ:
- ลักษณะทางธรณีวิทยา
- บริเวณที่เป็นชุมชนหรือเมืองอุตสาหกรรม
- ความมั่นคงของอาคาร
- ระบบการวางแผนป้องกัน
- ขนาดแผ่นดินไหว
- ความยาวนานของการสั่นไหว
- ระยะทางใกล้-ไกลจากศูนย์กลางแผ่นดินไหว
- ช่วงเวลาที่เกิดแผ่นดินไหว
- แนวแผ่นดินไหวของโลก (เกิดตามแนวที่แผ่นเปลือกโลกชนกันหรือเฉียดกัน): มี 3 แนวหลัก
- แนววงแหวนแห่งไฟ (Pacific Ring of Fire): แนววงรอบมหาสมุทรแปซิฟิก เริ่มจากชายฝั่งอเมริกาใต้ขึ้นเหนือผ่านอเมริกาเหนือ ปลายแหลมคัมชัตคา ญี่ปุ่น (แยกออกเป็น 2 แนว: หมู่เกาะมาเรียนา และฟิลิปปินส์, นิวกินี, นิวซีแลนด์ และหมู่เกาะอินโดนีเซีย) เป็นบริเวณที่มีแนวภูเขาไฟขึ้นด้วยจำนวนมาก
- แนวภูเขาแอลป์-หิมาลัย (Alpide Belt): เริ่มจากทางตะวันตกของเมียนมา อินเดีย ปากีสถาน ตุรกี
- แนวสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก (Mid-Atlantic Ridge): เริ่มจากขั้วโลกเหนือลงมาผ่านเกาะไอซ์แลนด์ กลางมหาสมุทรแอตแลนติกไปจนถึงขั้วโลก
- รอยเลื่อนมีพลังในประเทศไทย (กรมทรัพยากรธรณี มีนาคม 2555): มีกลุ่มรอยเลื่อนหลักที่พาดผ่านหลายจังหวัด เช่น แม่จัน, แม่อิง, แม่ฮ่องสอน, เมย, แม่ทา, เถิน, พะเยา, บัว, อุตรดิตถ์, เจดีย์สามองค์, ศรีสวัสดิ์, ระนอง, คลองมะรุย, เพชรบูรณ์
- รอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault): เป็นรอยเลื่อนหลักในประเทศพม่าที่สามารถส่งผลกระทบต่อประเทศไทยได้ ทำให้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ในอดีต (เช่น 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2455, 3 ธันวาคม พ.ศ. 2473)
- ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากแผ่นดินไหวขนาดรุนแรง:
- สิ่งก่อสร้างพังเสียหาย: ตึกสูง อาคารขนาดใหญ่ บ้านเรือนพังเสียหายจากแรงสั่นสะเทือน
- แผ่นดินแยก เคลื่อน หรือทรุด: ทำให้สิ่งก่อสร้างแตกร้าว ฉีกขาด เสียหาย
- มนุษย์บาดเจ็บและเสียชีวิต: จากสิ่งปลูกสร้างถล่ม
- แผ่นดินถล่ม: จากแรงสั่นสะเทือน ทำให้เศษหิน เศษดินเคลื่อนที่ลงมาตามแรงโน้มถ่วง
- สึนามิ: เกิดจากแผ่นดินไหวรุนแรงมีจุดศูนย์กลางอยู่ใต้ทะเล ทำให้เกิดคลื่นทะเลพัดเข้าสู่ฝั่ง
- ไฟไหม้: จากระบบท่อส่งแก๊สแตกรั่วและมีประกายไฟ
- การปฏิบัติตนในขณะเกิดแผ่นดินไหว:
- ก่อนเกิดภัย: ติดตามข่าวสาร, เตรียมของใช้ที่จำเป็น, สังเกตพฤติกรรมสัตว์
- ขณะเกิดภัย: หลบใต้โต๊ะ, ห้ามใช้ลิฟต์
- หลังเกิดภัย: ตรวจสอบร่างกายตนเอง, สวมรองเท้าป้องกัน, ออกจากอาคาร
ภูเขาไฟปะทุ (Volcanic Eruption)
- ความหมาย: การที่หินหนืดใต้พื้นผิวเปลือกโลกแทรกดันขึ้นมาตามรอยแตกหรือปล่อง จนพ้นพื้นผิวเปลือกโลก หรือเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้เกิดแก๊ส ไอน้ำ และทีฟรา (tephra)
- สาเหตุ: เกิดจากหินหนืดที่อยู่ใต้เปลือกโลกเกิดการเคลื่อนตัว ทำให้มีแรงดันโดยจะปะทุและแทรกขึ้นมาตามรอยแยกหรือปะทุออกมาจากปล่องภูเขาไฟ แนวรอยต่อของเปลือกโลกจะมีโอกาสเกิดภูเขาไฟมากที่สุด
- ความรุนแรง: ขึ้นอยู่กับแรงดันที่ปะทุออกมา
- ประเภทภูเขาไฟปะทุ:
- แบบพลีเนียน (Plinian): เป็นการระเบิดอย่างรุนแรง แก๊ส ไอน้ำ และทีฟราถูกดันสูงขึ้นไป 5−20 กิโลเมตร
- แบบวัลเคเนียน (Vulcanian): มีการปล่อยแก๊สและลาวาออกมาเป็นระยะ ๆ สะสมปิดทับปล่อง จนมีความดันเพียงพอจึงเกิดการปะทุรุนแรง
- แบบสตรอมโบเลียน (Strombolian): เป็นการปะทุที่มีความรุนแรงอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ลาวาพุ่งขึ้นมาอย่างรุนแรงปานกลาง
- แบบฮาวายเอียน (Hawaiian): เป็นการปะทุที่ลาวามีการไหลออกมาอย่างสม่ำเสมอ เป็นภูเขาไฟที่ปะทุรุนแรงน้อยที่สุด
- การกระจายภูเขาไฟของโลก: ส่วนใหญ่เกิดตามแนวการชนกันของแผ่นเปลือกโลกที่ทอดตัวอยู่โดยรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เรียกว่า วงแหวนแห่งไฟ เป็นบริเวณที่มีภูเขาไฟมีพลังเป็นจำนวนมาก
- ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากภูเขาไฟปะทุรุนแรง:
- ภัยจากแก๊สพิษ: เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นอันตรายต่อมนุษย์
- ภัยจากลาวาหลาก: ลาวาไหลออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้มนุษย์อพยพไม่ทัน
- ภัยจากลาฮาร์ (Lahar): หรือโคลนภูเขาไฟ เกิดจากเถ้าธุลีภูเขาไฟรวมตัวกับน้ำ ไหลลงมาตามด้านข้างของภูเขาไฟ สร้างความเสียหาย
- ทีฟรา (tephra) หรือวัตถุของแข็ง: ต่าง ๆ ที่พ่นออกจากปล่องภูเขาไฟขณะปะทุ เป็นภัยต่อมนุษย์
- แผ่นดินถล่ม: จากการปะทุรุนแรง ทำให้ส่วนด้านข้างของภูเขาไฟถล่มลงมา
- ผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศ: การปะทุพ่นชิ้นส่วนภูเขาไฟขึ้นไปสูง จะถูกพัดกระจายปกคลุมโลก บดบังแสงอาทิตย์ มีผลต่อการลดลงของอุณหภูมิ
- การปฏิบัติตนในขณะภูเขาไฟปะทุ:
- ก่อนเกิดภัย: ติดตามข่าวสาร, วางแผนช่องทางการติดต่อสื่อสาร
- ขณะเกิดภัย: อพยพออกจากพื้นที่ (ห้ามหลบในอาคารที่ไม่แข็งแรง)
- หลังเกิดภัย: อาศัยศูนย์อพยพชั่วคราว, รอฟังประกาศจากทางราชการให้อพยพกลับ
สึนามิ (Tsunami)
- ความหมาย: คลื่นที่เกิดจากแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟปะทุใต้ทะเลอย่างรุนแรง เมื่อเคลื่อนเข้าปะทะชายฝั่ง ความยาวคลื่น คาบคลื่นจะลดลง แต่ความสูงคลื่นจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีพลังทำลายรุนแรงจนอาจเกิดการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บของผู้คน รวมถึงสิ่งปลูกสร้างบริเวณชายฝั่งเสียหาย
- กระบวนการเกิดสึนามิ:
- การเคลื่อนตัวของเปลือกโลก: เกิดแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟปะทุใต้มหาสมุทร จะกระตุ้นให้เปลือกโลกเคลื่อนตัว ทำให้เกิดรอยเลื่อนและแรงกระเพื่อม
- การถ่ายเทแรงกระเพื่อมสู่น้ำทะเล: ทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำ
- คลื่นในทะเลลึก: มีความยาวช่วงคลื่นมาก (ประมาณ 800 กิโลเมตร) ความสูงคลื่นน้อย เคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูงมาก (ประมาณ 800 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) แพร่ออกทุกทิศทาง
- คลื่นใกล้ชายฝั่ง: เมื่อใกล้ชายฝั่งทะเลน้ำตื้น คลื่นจะลดความเร็วลง (ประมาณ 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ความยาวคลื่นลดลง แต่ความสูงคลื่นจะเพิ่มขึ้น (จากยอดคลื่นถึงท้องคลื่น) โถมเข้าทำลายสิ่งต่าง ๆ ด้วยพลังทำลายล้างรุนแรง
- สาเหตุการเกิดสึนามิ:
- แผ่นดินไหวรุนแรงใต้ทะเลหรือมหาสมุทร
- แผ่นดินถล่มรุนแรงใต้ทะเลหรือมหาสมุทร
- เกาะภูเขาไฟปะทุหรือภูเขาไฟปะทุอย่างรุนแรงใต้ทะเลหรือมหาสมุทร
- อุกกาบาตตกในทะเล
- พื้นที่เสี่ยงการเกิดสึนามิของโลก:
- มากที่สุดคือ ชายฝั่งรอบมหาสมุทรแปซิฟิก (วงแหวนแห่งไฟ) เนื่องจากเป็นบริเวณที่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงใต้ทะเลและภูเขาไฟปะทุรุนแรงใต้ทะเลมากที่สุด
- นอกจากนี้ยังพบบริเวณชายฝั่งของมหาสมุทรอินเดีย
- ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากสึนามิ:
- การบาดเจ็บและสูญเสียชีวิต: เมื่อสึนามิเคลื่อนตัวเข้าสู่ชายฝั่งจะทำให้ชายฝั่งถูกคลื่นซัดด้วยความรุนแรง
- ภัยต่อทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้าง: เช่น บ้านเรือน โรงแรม ท่าเรือ เรือประมงถูกทำลาย
- ภัยต่อสิ่งแวดล้อมบริเวณชายฝั่ง: เช่น ระบบนิเวศชายฝั่งและแนวปะการังถูกทำลาย หาดทรายสกปรกจากตะกอนที่สึนามิพัดพามา แหล่งน้ำจืดกลายเป็นน้ำเค็ม
- ภัยซ้ำซ้อนและผลกระทบทางจิตใจ: หลังเหตุการณ์จะกระทบต่อสภาพจิตใจ ทำให้เกิดอาการหวาดกลัว ตกใจ และซึมเศร้าจากการสูญเสีย
- การเกิดสึนามิครั้งสำคัญ (ตัวอย่าง):
- อ่าวทูยา รัฐอะแลสกา สหรัฐอเมริกา (9 กรกฎาคม พ.ศ. 2501): ขนาด 7.8, คลื่นสูง 525 เมตร (จุดเกิดลึก 35 กม.)
- เมืองวัลดีเวีย ประเทศชิลี (22 พฤษภาคม พ.ศ. 2503): ขนาด 9.5, คลื่นสูง 25 เมตร (จุดเกิดลึก 33 กม.)
- ชายฝั่งตะวันตกทางตอนใต้ของรัฐอะแลสกา สหรัฐอเมริกา (27 มีนาคม พ.ศ. 2507): ขนาด 9.2, คลื่นสูง 11.5 เมตร (จุดเกิดลึก 14 กม.)
- ภูมิภาคโทะโฮะกุ เกาะฮนชู ประเทศญี่ปุ่น (11 มีนาคม พ.ศ. 2554): ขนาด 9.1, คลื่นสูง 40.5 เมตร (จุดเกิดลึก 32 กม.)
- เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย (26 ธันวาคม พ.ศ. 2547): ขนาด 9.3, คลื่นสูง 30 เมตร (จุดเกิดลึก 30 กม.)
- การปฏิบัติตนในขณะเกิดสึนามิ:
- ก่อนเกิดภัย: ติดตามข่าวสาร, เตรียมของใช้ที่จำเป็น
- ขณะเกิดภัย: อพยพไปยังที่สูงที่น้ำท่วมไม่ถึง, ห้ามอยู่ใกล้สิ่งปลูกสร้าง
- หลังเกิดภัย: ฟังประกาศและอพยพเมื่อสถานการณ์ปกติ
- ระบบเตือนภัยสึนามิไทย (DART Thailand): เคยมีทุ่นเตือนสึนามิแต่ถูกระบุว่าใช้งานไม่ได้
แผ่นดินถล่ม (Landslide)
- ความหมาย: กระบวนการเคลื่อนที่ของดินที่อิ่มตัวด้วยน้ำจนกระทั่งมีน้ำหนักมวลดินและน้ำหนักของน้ำมากกว่าแรงต้าน การเลื่อนไหลเกิดจากฝนตกหนักติดต่อกันนาน ในบริเวณภูมิประเทศลาดชัน
- กระบวนการเกิดแผ่นดินถล่ม:
- ฝนตกหนักติดต่อกันนาน: น้ำซึมลงในดินจนอิ่มตัว ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างมวลดินลดลง ความดันของน้ำในดินเพิ่มสูงขึ้น
- ความดันในช่องว่างของดินเพิ่มสูงขึ้น: แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคดินลดลง น้ำเข้าไปแทนที่อากาศในช่องว่างของดิน
- จุดสมดุลก่อนชั้นดินเริ่มเลื่อนไหล: เมื่อชั้นดินมีแรงกระทำที่ทำให้เกิดการเลื่อนไหล โดยน้ำหนักมวลดินและน้ำหนักของน้ำเท่ากับแรงต้านทานการเลื่อนไหลของดิน
- ดินเกิดการเลื่อนไหลลงมา: เมื่อชั้นดินมีแรงกระทำที่ทำให้เกิดการไหลมากกว่าแรงต้านการเลื่อนไหลของดิน
- สาเหตุ:
- จากธรรมชาติ: ฝนตกหนัก, หิมะและน้ำแข็งใต้ดินละลาย, แผ่นดินไหวและภูเขาไฟปะทุ
- จากมนุษย์: การเพาะปลูกบนที่ลาดชัน, การตัดไม้ทำลายป่า, การตัดเขาสร้างถนน, การปลูกสิ่งก่อสร้างบนที่ลาดชัน, การทำเหมือง, การทำเกษตรในพื้นที่ลาดชัน
- ประเภทของแผ่นดินถล่ม:
- ดินคืบ (Soil Creep): ดินหรือเศษหินบริเวณลาดเขาเลื่อนไถลลงสู่ที่ต่ำาอย่างช้า ๆ จากอิทธิพลแรงโน้มถ่วงของโลก
- การไหลลงของดิน (Earthflow/Solifluction): การเลื่อนไถลของดินอย่างช้า ๆ ลงมาตามลาดเขาในเขตอากาศหนาว เกิดจากน้ำแข็งและหิมะที่ละลายในฤดูร้อนไหลซึมลงไปในดินชื้น ในขณะที่ดินชั้นล่างยังคงมีอุณหภูมิที่จุดเยือกแข็ง จึงทำให้ดินชั้นบนค่อย ๆ ไหลเลื่อนลงอัตราเร็วที่เร็วกว่าดินคืบ
- การเลื่อนไถล (Slump): การเคลื่อนที่ของมวลเศษหิน เศษดินลงมาตามความลาดชัน โดยทรุดตัวหมุนตามระนาบความลาดโค้งเว้า มักเกิดบริเวณไหล่เขาหรือหน้าผา ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการเลื่อนบิดโค้งของหินและแยกหลุดออกไปเป็นกระบิ มีน้ำเป็นตัวช่วยปริมาณปานกลาง
- ดินไหล (Earthflow): ดินหรือหินผุที่เลื่อนไถลจากไหล่เขา ประกอบด้วยตะกอนขนาดละเอียดจำพวกดินเหนียว ดินทรายแป้งตามพื้นที่ที่มีความชื้นไม่มากด้วยความเร็วปานกลาง และมีน้ำเป็นตัวช่วยปริมาณปานกลาง
- โคลนไหล (Mudflow): การเคลื่อนที่ของตะกอนดินลงมาตามไหล่เขาจากอิทธิพลแรงโน้มถ่วงของโลกด้วยความเร็วมาก โดยมีน้ำในปริมาณมากเป็นตัวช่วย
- หินพัง (Rockfall): หินที่ตกลงจากที่สูง เช่น ผาชัน ผาลาด จากการผุพัง หรือหลุดด้วยความเร็วตามแรงโน้มถ่วงของโลก โดยไม่อาศัยน้ำเป็นตัวช่วย
- ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากแผ่นดินถล่ม:
- การเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ: ผู้คนเสียชีวิตและบาดเจ็บ
- ทับบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้าง: ได้รับความเสียหาย ทำให้ประสบปัญหาการไร้ที่อยู่อาศัย
- สาธารณูปโภคและสาธารณูปการถูกทำลาย: ทำให้ผู้คนได้รับความเดือดร้อน
- ปิดทับเส้นทางจราจร: เช่น ถนน ทางรถไฟ และส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของพื้นที่
- การปฏิบัติตนในขณะเกิดแผ่นดินถล่ม:
- ก่อนเกิดภัย: ติดตามพยากรณ์อากาศ, สังเกตสัญญาณเตือนภัยทางธรรมชาติ, ทำทางเบี่ยงดินและน้ำ
- ขณะเกิดภัย: อพยพออกจากพื้นที่
- หลังเกิดภัย: ห้ามเข้าใกล้ลำน้ำ, ห้ามเข้าใกล้บ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย
ภัยพิบัติธรรมชาติทางบรรยากาศภาค (Atmospheric Natural Disasters)
วาตภัยหรือภัยจากพายุ (Storm Hazard)
- ความหมาย: ภัยหรืออันตรายที่เกิดจากลมพายุรุนแรงที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและสร้างความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือน มีหลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะการเกิด ขนาด และความรุนแรง
- ประเภทของพายุ: (ลมที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของอากาศอย่างรวดเร็วและรุนแรง)
- พายุฝนฟ้าคะนอง (Thunderstorm)
- พายุหมุนเขตร้อน (Tropical Cyclone)
- พายุทอร์นาโด (Tornado)
1. พายุฝนฟ้าคะนอง (Thunderstorm)
- ลักษณะ: เป็นพายุระดับท้องถิ่น (local storm) บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร
- กระบวนการเกิด:
- เกิดจากการที่อากาศร้อนลอยตัวขึ้น และมีแรงกระทำทำให้อากาศยกตัวขึ้นไปสู่ความสูง
- มวลอากาศจะเย็นลงเมื่อลอยสูงขึ้น และกลั่นตัวเป็นละอองน้ำเล็ก ๆ
- อากาศจะเคลื่อนที่ลงอย่างรวดเร็ว (downdraft) เกิดลมกระโชกรุนแรง และเกิดเป็นพายุฝนฟ้าคะนอง บางครั้งอาจเกิดลูกเห็บตก
- ผลจากพายุฝนฟ้าคะนอง: พายุลูกเห็บ, ลมกระโชกแรง, น้ำท่วมฉับพลัน, ฟ้าแลบ, ฝนตกหนัก
2. พายุหมุนเขตร้อน (Tropical Cyclone)
- ลักษณะ: เป็นพายุขนาดใหญ่ที่ก่อตัวเหนือทะเลหรือมหาสมุทรในเขตร้อน
- กระบวนการเกิด:
- มหาสมุทรได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ระเหยขึ้นเป็นไอน้ำ
- ไอน้ำกลั่นตัวเป็นหยดน้ำกลายเป็นฝน รวมกับแรงจากการหมุนของโลก จะทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของพายุหมุนเขตร้อน
- เกิดบริเวณละติจูด 8−15 องศาเหนือและใต้
- เกิดขึ้นเหนือพื้นมหาสมุทรที่มีอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเล 27 องศาเซลเซียสขึ้นไป
- เมื่อโตเต็มที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 100 กิโลเมตรขึ้นไป
- โครงสร้าง (เมื่อโตเต็มที่): ตาพายุ (ลมสงบและเป็นศูนย์กลางความกดอากาศต่ำ), กำแพงตาพายุ (Eyewall), แถบฝนหมุนเป็นวงกว้าง (Rainbands), กระแสอากาศไหลออกด้านบน, การไหลของกระแสอากาศร้อนชื้นในแนวดิ่ง, ลมผิวพื้นพัดเข้าหาศูนย์กลาง
- แหล่งกำเนิดและชื่อเรียก:
- เฮอร์ริเคน (Hurricane): มหาสมุทรแอตแลนติก, มหาสมุทรแปซิฟิก (ด้านตะวันออก)
- ไต้ฝุ่น (Typhoon): มหาสมุทรแปซิฟิก, ทะเลจีนใต้ (ด้านตะวันตก)
- ไซโคลน (Cyclone): มหาสมุทรอินเดีย
- การจำแนกตามความเร็วลมและความเสียหาย:
- ดีเปรสชัน (Depression): ความเร็วลม 50−61 กม./ชม. ความสูงคลื่น 4−6 เมตร. ความเสียหาย: ต้นไม้ใหญ่โยกตามทิศทางลม, มนุษย์เดินทวนลมลำบาก
- โซนร้อน (Tropical Storm): ความเร็วลม 62−117 กม./ชม. ความสูงคลื่น 6−14 เมตร. ความเสียหาย: ต้นไม้หักโค่น, อาคาร สิ่งก่อสร้างเสียหายมาก
- ไต้ฝุ่น/เฮอร์ริเคน/ไซโคลน (Typhoon/Hurricane/Cyclone): ความเร็วลมตั้งแต่ 118 กม./ชม. ขึ้นไป ความสูงคลื่นสูงกว่า 14 เมตร. ความเสียหาย: เกิดความเสียหายของต้นไม้ อาคาร สิ่งก่อสร้างรุนแรงเป็นบริเวณกว้าง
- รายชื่อพายุหมุนเขตร้อน: มีการหมุนเวียนชื่อพายุโดยประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ในภูมิภาค (เช่น กัมพูชา, จีน, เกาหลีเหนือ, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, มาเก๊า, มาเลเซีย, ไมโครนีเซีย, ฟิลิปปินส์, เกาหลีใต้, ลาว, ไทย, สหรัฐอเมริกา, เวียดนาม)
3. พายุทอร์นาโด (Tornado)
- ความหมาย: พายุหมุนรุนแรง โดยภายในพายุอากาศอุ่นและความชื้นกำลังลอยตัวสูงขึ้น ขณะที่อากาศเย็นกำลังตกลงพร้อมกับฝน สภาวะดังกล่าวจึงทำให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศภายในเมฆ ซึ่งอากาศหมุนนี้มีรูปร่างเป็นแท่ง เคลื่อนที่เป็นแนวตั้งออกจากเมฆ
- การเกิด: เกิดขึ้นบ่อยมากที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีสภาวะอากาศที่เอื้อต่อการเกิดภาวะลมร้อนและไอเย็นปะทะกัน
- การจำแนกตามความเร็วลมและระดับความเสียหาย (มาตราฟูจิตะ - Enhanced Fujita Scale, EF):
- EF0 (อ่อน): ความเร็วลม 65−85 ไมล์/ชม. (105−137 กม./ชม.). ระดับความเสียหาย: ชิ้นส่วนหลังคาหลุด
- EF1 (อ่อน): ความเร็วลม 86−110 ไมล์/ชม. (138−177 กม./ชม.). ระดับความเสียหาย: หน้าต่างแตกหัก
- EF2 (รุนแรงปานกลาง): ความเร็วลม 111−135 ไมล์/ชม. (178−217 กม./ชม.). ระดับความเสียหาย: หลังคาหลุดจากตัวบ้าน
- EF3 (รุนแรงปานกลาง): ความเร็วลม 136−165 ไมล์/ชม. (218−266 กม./ชม.). ระดับความเสียหาย: บ้านพังเสียหาย
- EF4 (รุนแรงมาก): ความเร็วลม 166−200 ไมล์/ชม. (267−322 กม./ชม.). ระดับความเสียหาย: บ้านพังเสียหายรุนแรง, รถยนต์พังเสียหายรุนแรง
- EF5 (รุนแรงมากที่สุด): ความเร็วลมตั้งแต่ 200 ไมล์/ชม. ขึ้นไป (มากกว่า 322 กม./ชม.). ระดับความเสียหาย: บ้านโครงสร้างแข็งแรงพังเสียหาย, พื้นดินเป็นลอนคลื่น
- การปฏิบัติตนในขณะเกิดวาตภัย (พายุ):
- ก่อนเกิดภัย: ติดตามพยากรณ์อากาศ, ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้แข็งแรง
- ขณะเกิดภัย: หลบในอาคาร (ห้ามอยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่), ไม่ใส่เครื่องประดับโลหะ (โดยเฉพาะฟ้าผ่า)
- หลังเกิดภัย: ห้ามออกจากบ้านทันทีหลังพายุสงบ, ตัดต้นไม้ที่โค่นล้ม
ภัยพิบัติธรรมชาติทางอุทกภาค (Hydrological Natural Disasters)
อุทกภัย (Flood)
- ความหมาย: ภัยหรืออันตรายที่เกิดจากน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่บริเวณใดบริเวณหนึ่ง หรือน้ำไหลเอ่อล้นฝั่งแม่น้ำเข้าท่วมพื้นที่
- ประเภทและกระบวนการเกิดอุทกภัย:
- น้ำป่าไหลหลาก (Flash Flood):
- การเกิด: เมื่อฝนตกหนักต่อเนื่อง บริเวณพื้นที่ต้นน้ำ (ภูเขา) จะเกิดการสะสมของน้ำท่าจนพื้นดินและป่าไม้ดูดซับไว้ไม่ได้อีกต่อไป จึงเกิดการไหลบ่าลงสู่บริเวณที่ต่ำกว่า เช่น เชิงเขา ที่ราบเชิงเขา อย่างรวดเร็วด้วยกำลังรุนแรง (บางครั้งเรียกว่า น้ำท่วมฉับพลัน)
- สาเหตุ: จากพายุหมุนเขตร้อนพัดผ่าน ทำให้ฝนตกหนักติดต่อกันนานจนพื้นดินดูดซับไว้ไม่ได้
- น้ำท่วมขัง (Inland Flood):
- การเกิด: เมื่อมีปริมาณน้ำท่าไหลบ่าหน้าดินสะสมในปริมาณมาก จะทำให้เกิดการไหลบ่าในแนวระดับจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำาเข้าท่วมขังบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้ได้รับความเสียหายในเมืองที่ระบบระบายน้ำไม่มีคุณภาพ และมีสิ่งกีดขวางเส้นทางระบายน้ำมาก จะทำให้น้ำท่วมขังนาน
- สาเหตุ: จากภูมิประเทศที่ลุ่ม, การระบายน้ำและระบบการจัดการน้ำไม่ดี หรือน้ำทะเลหนุนสูงบริเวณที่ลุ่มชายฝั่ง
- น้ำล้นตลิ่ง (River Overflow Flood):
- การเกิด: เมื่อปริมาณน้ำจำนวนมากไหลลงสู่แม่น้ำ ซึ่งมีพื้นที่ระบายน้ำน้อยกว่าปริมาณน้ำ ทำให้เกิดการเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมตามฝั่งแม่น้ำ ทำให้ได้รับความเสียหาย
- สาเหตุ: จากปริมาณน้ำในแม่น้ำมีมากเกินความจุของลำน้ำ จึงล้นออกไปด้านข้าง
- ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากอุทกภัยที่รุนแรง:
- การเสียชีวิต: จากการจมน้ำและกระแสน้ำพัดรุนแรง
- ทรัพย์สิน อาคารบ้านเรือน เส้นทางคมนาคมเสียหาย: ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ
- พื้นที่เกษตรกรรมเสียหาย: ผลผลิตลดลง เกิดการขาดแคลนอาหาร
- ทรัพยากรธรรมชาติเสียหาย: ฝนที่ตกหนักและกระแสน้ำทำให้เกิดแผ่นดินถล่ม, เกิดการสูญเสียหน้าดิน, แหล่งน้ำตื้นเขิน
- ภัยอื่น ๆ: ไฟฟ้าดูดหรือรั่ว, ภัยจากสัตว์ร้าย, มลพิษทางน้ำ
- การปฏิบัติตนในขณะเกิดอุทกภัย:
- ก่อนเกิดภัย: ติดตามพยากรณ์อากาศ, ขุดลอกแหล่งน้ำ, ซ่อมแซมบ้านเรือน, เตรียมวางแผนอพยพ
- ขณะเกิดภัย: อยู่ในอาคารที่แข็งแรง, ห้ามเข้าใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้า, ไม่ขับขี่ยานพาหนะ
- หลังเกิดภัย: ฝังซากสิ่งมีชีวิต, ช่วยเหลือผู้ประสบภัย
ภัยแล้ง (Drought)
- ความหมาย: ภัยที่เกิดจากการมีฝนน้อยกว่าปกติหรือไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำกิน น้ำใช้ น้ำทำการเกษตร ความรุนแรงของภัยแล้งขึ้นอยู่กับความชื้นในอากาศ ระยะเวลาที่เกิดภัยแล้ง และขนาดของพื้นที่ที่เกิดภัยแล้ง
- กระบวนการเกิดภัยแล้ง: เกิดจากฝนตกในปริมาณน้อยกว่าปกติหรือไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำให้แหล่งน้ำต่าง ๆ ทั้งน้ำผิวดิน น้ำใต้ดินมีปริมาณลดลง เกิดสภาวะขาดแคลนน้ำของพืชและมนุษย์นำไปสู่สภาวะความอดอยาก
- ประเภทของภัยแล้ง:
- ภัยแล้งทางอุตุนิยมวิทยา (Meteorological Drought)
- ภัยแล้งทางการเกษตร (Agricultural Drought)
- ภัยแล้งทางอุทกวิทยา (Hydrological Drought)
- สาเหตุการเกิดภัยแล้ง:
- การผันแปรของสภาพอากาศ: ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño), ลานีญา (La Niña), ความผิดปกติของตำแหน่งร่องมรสุม
- ขาดแหล่งกักเก็บน้ำ: การตัดไม้ทำลายป่า
- ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น:
- ภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากภัยแล้งที่รุนแรง:
- ขาดแคลนน้ำสำหรับการเพาะปลูก: ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ไม่เพียงพอต่อการบริโภค
- ประชากรขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภค: เกิดภาวะขาดน้ำ, เกิดความขัดแย้งในการใช้น้ำ
- พื้นดินแห้งแล้ง: พื้นที่ชุ่มน้ำลดน้อยลง, คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลง, ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ
- เกิดไฟป่ารุนแรงขึ้น: ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศเพิ่มขึ้น
- การปฏิบัติตนในขณะเกิดภัยแล้ง:
- ก่อนเกิดภัย: เก็บกักน้ำไว้ใช้, ใช้น้ำอย่างประหยัด, ตรวจสอบการรั่วซึม, ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย, พัฒนาลุ่มน้ำ
- ขณะเกิดภัย: ใช้น้ำอย่างประหยัด, ลดแก๊สเรือนกระจก, กำจัดวัสดุเชื้อเพลิง
- หลังเกิดภัย: ติดตามสภาวะอากาศ
ภัยพิบัติธรรมชาติทางชีวภาค (Biological Natural Disasters)
ไฟป่า (Wildfire)
- ความหมาย: ไฟที่เผาไหม้เชื้อเพลิงตามธรรมชาติในป่าหรือทุ่งหญ้า เช่น ใบไม้ เศษไม้ พื้นป่า หญ้า วัชพืช ไม้พื้นล่าง ไม้พุ่ม กิ่งไม้แห้ง แล้วลุกลามโดยอิสระโดยไม่สามารถควบคุมได้ สร้างความเสียหายต่อสมดุลธรรมชาติ
- กระบวนการเกิดไฟป่า: อาศัยองค์ประกอบ 3 ส่วนที่เรียกว่า สามเหลี่ยมไฟ (Fire Triangle) คือ ความร้อน, แก๊สออกซิเจน, และเชื้อเพลิง
- พื้นที่ป่าไม้มีวัสดุเชื้อเพลิง (เช่น ต้นไม้แห้ง, กิ่งไม้แห้ง, ใบไม้แห้ง, หญ้าแห้ง) ในปริมาณมาก
- เมื่อเกิดความร้อนจากสาเหตุธรรมชาติ (เช่น ฟ้าผ่า) หรือถูกจุดขึ้นโดยมนุษย์
- พร้อมกับมีแก๊สออกซิเจน ทำให้เกิดการลุกไหม้วัสดุเชื้อเพลิงขึ้นในผืนป่า ระยะแรกไฟป่าจะเกิดขึ้นที่จุดกำเนิด จากนั้นลุกลามจากจุดกำเนิดออกไปในพื้นที่ป่า
- สาเหตุการเกิดไฟป่า:
- จากธรรมชาติ: ภัยแล้ง, กิ่งไม้เสียดสีกัน, ฟ้าผ่า
- จากมนุษย์: เผาหาของป่า, เผาไร่, เผาขยะ
- ผลจากไฟป่า:
- ปัญหาหมอกควัน (smog/haze)
- หน้าดินถูกเปิดโล่งและเกิดการชะล้างพังทลายง่ายขึ้น
- สัตว์ป่าลดลงและเสียชีวิต
- เกิดการอพยพของสัตว์ป่าและมนุษย์หากอยู่ใกล้เคียง
- พื้นที่ป่าและพรรณไม้ถูกเผาไหม้เสียหาย
- การปฏิบัติตนในขณะเกิดไฟป่า:
- ก่อนเกิดภัย: เตรียมอุปกรณ์ดับไฟป่า, ดูแลพื้นที่ริมแนวชายป่า, ทำระบบป้องกันไฟป่า (เช่น สร้างแนวกันไฟ), ไม่ประมาทในการจุดไฟ
- ขณะเกิดภัย: อพยพไปยังที่ปลอดภัย, ไม่สูดดมควันไฟ
- หลังเกิดภัย: สร้างระบบป้องกันไฟป่า, จัดเวรเฝ้าระวังไฟป่า
สรุปสาระสำคัญ (Summary)
- วาตภัย (Storms): เป็นภัยจากลมพายุพัดรุนแรง (จัดอยู่ในภัยพิบัติธรรมชาติทางบรรยากาศภาค)
- อุทกภัย (Floods): เป็นภัยจากน้ำท่วม (จัดอยู่ในภัยพิบัติธรรมชาติทางอุทกภาค)
- ภัยแล้ง (Droughts): เป็นภัยที่เกิดจากฝนน้อยกว่าปกติหรือไม่ตกต้องตามฤดูกาล (จัดอยู่ในภัยพิบัติธรรมชาติทางอุทกภาค)
- ไฟป่า (Wildfires): เป็นภัยจากไฟป่าที่ลุกไหม้ (จัดอยู่ในภัยพิบัติธรรมชาติทางชีวภาค)