ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการสื่อสาร
ความหมายและความสำคัญของการสื่อสาร
การสื่อสารเป็นกระบวนการพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในหลายมิติ โดยในเบื้องต้นสามารถสรุปความสำคัญของการสื่อสารได้ดังนี้ คือ เป็นเครื่องมือในการสื่อความเข้าใจเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปกติสุข เป็นกระบวนการทางสังคมที่ทำหน้าที่สร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในสังคม นอกจากนี้ยังเป็นกระบวนการสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ แนวคิด วิถีการดำเนินชีวิต รวมถึงวัฒนธรรมจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง
นอกเหนือจากการใช้ชีวิตประจำวัน มนุษย์ยังจำเป็นต้องใช้การสื่อสารเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมในระดับที่กว้างขึ้น ได้แก่ การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองและการปกครอง การประกอบธุรกิจและอุตสาหกรรมในทุกระดับ และความพยายามในการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการสื่อสารเพื่อเรียกร้องความช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น กรณีชาวนาเรียกร้องความช่วยเหลือเรื่องราคาผลผลิตและการควบคุมราคาปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลง ซึ่งต้องอาศัยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการแจ้งปัญหาและเจรจาต่อรอง
หากพิจารณาถึงความหมายของการสื่อสารจากมุมมองของนักวิชาการสาขาต่างๆ จะพบความหลากหลายดังนี้ นักสื่อสารมวลชนมองว่าการสื่อสารคือกระบวนการที่สาร (Message) ถูกส่งจากผู้ส่งไปยังผู้รับ นักโครงสร้างทางสังคมเน้นไปที่การแสดงปฏิสัมพันธ์ทางสังคมโดยใช้สัญลักษณ์และระบบสาร นักจิตวิทยากล่าวถึงกระบวนการตีความหมายโดยสัญชาตญาณต่อท่าทางที่แสดงออกเป็นสัญลักษณ์โดยไม่รู้ตัว ซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรม ขณะที่นักภาษาศาสตร์มุ่งเน้นการถ่ายทอดข้อมูลอย่างมีเจตนาโดยใช้ระบบสัญญาณที่เรียกว่า "ภาษา"
สรุปโดยรวม การสื่อสาร หมายถึง กระบวนการในการถ่ายทอดข้อมูล ข่าวสาร หรือความรู้สึกนึกคิด (Message) จากผู้ส่งสาร (Source) ไปยังผู้รับสาร (Receiver) โดยอาศัยภาษาเป็นสื่อกลางและ/หรือผ่านช่องทางการสื่อสาร (Channel) ต่างๆ เพื่อให้การสื่อสารนั้นบรรลุตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ผู้สื่อสารตั้งใจไว้
พัฒนาการของการสื่อสารในสังคมมนุษย์
พัฒนาการของการสื่อสารในสังคมมนุษย์สามารถแบ่งออกได้เป็น ยุคสำคัญ ดังนี้
การสื่อสารในยุคโบราณ: เป็นการสื่อสารยุคเริ่มต้นที่เน้นความเป็นธรรมชาติและไม่ซับซ้อน มนุษย์ใช้คำพูด ภาษาท่าทาง หรือการวาดภาพเพื่อสื่อความหมาย หลักฐานสำคัญของยุคนี้คือภาพเขียนผนังถ้ำ เช่น ภาพเขียนสีที่อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งแสดงถึงความพยายามในการเก็บบันทึกและสื่อสารเรื่องราว ในยุคนี้ยังไม่เกิดการสื่อสารมวลชน
การสื่อสารในยุคเกษตรกรรม: เกิดจากการปฏิวัติทางการเกษตรที่ทำให้มนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นชุมชนเมือง มีโครงสร้างทางการปกครองที่มีหัวหน้าหรือกษัตริย์ การสื่อสารจึงมีความซับซ้อนมากขึ้น มีการประดิษฐ์และใช้ตัวอักษรเพื่อการสื่อสาร (เช่น อักษรรูปลิ่มหรือคูนิฟอร์ม (Cuneiform)) เริ่มมีการบันทึกและเผยแพร่ข่าวสารผ่านระบบการพิมพ์ และมีการแลกเปลี่ยนข่าวสารหรือศิลปวัฒนธรรมระหว่างชุมชน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสื่อสารมวลชน
การสื่อสารในยุคอุตสาหกรรม: การสื่อสารทวีความสำคัญและมีความซับซ้อนยิ่งขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสังคม มีการพัฒนาเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัย ได้แก่ โทรเลข วิทยุ โทรทัศน์ และระบบการพิมพ์ที่ก้าวหน้า ส่งผลให้การสื่อสารระหว่างบุคคลและการสื่อสารมวลชนขยายตัวอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว
การสื่อสารในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ: เป็นยุคที่ผู้คนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารได้สะดวกและรวดเร็ว ข่าวสารกลายเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยผู้ที่มีข้อมูลมากกว่าย่อมได้เปรียบในการแข่งขัน มีการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางหลักในการสืบค้นข้อมูลและติดต่อปฏิสัมพันธ์กัน ทำให้ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการสื่อสารถูกลงกว่าแต่ก่อนมาก
องค์ประกอบของการสื่อสาร
ตามแนวคิดของ ฮาโรลด์ ลาสเวลล์ (Harold Lasswell, ) องค์ประกอบของการสื่อสารประกอบด้วย ส่วนหลักที่สัมพันธ์กัน ดังนี้
ผู้ส่งสาร (Sender): คือบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ต้องการถ่ายทอดข้อมูล ความคิด หรือความรู้สึกไปยังผู้รับ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการรับรู้ ทัศนคติ หรือพฤติกรรม ผู้ส่งสารเป็นผู้กำหนดเนื้อหา สื่อ และวิธีการสื่อสาร ความน่าเชื่อถือของผู้ส่งสารนับเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งตามแนวคิดของ Mc Croskey, J.C. () ปัจจัยสร้างความน่าเชื่อถือประกอบด้วย ความรู้ความสามารถในสารที่สื่อสาร, บุคลิกลักษณะทั้งภายนอกและภายใน (ความเฉลียวฉลาด), ความสุขุมคล่องแคล่วในการควบคุมอารมณ์, การได้รับการยอมรับจากสังคม และการเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา
ผู้รับสาร (Receiver): มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการสื่อสาร เพราะประสิทธิผลขึ้นอยู่กับการเลือกรับสาร การตีความ และการทำความเข้าใจของผู้รับ อย่างไรก็ตาม Bargoon & Ruffner () ระบุว่ามีลักษณะบุคลิกภาพ แบบที่อาจทำให้การสื่อสารไม่สัมฤทธิผล ได้แก่ คนที่มีจิตใจคับแคบ, คนที่มีความนับถือตนเองสูงเกินไปจนไม่ฟังใคร, คนที่ก้าวร้าวและมีทัศนคติเป็นศัตรู, คนที่มีความกังวลใจขาดความเชื่อมั่น, คนที่ฝังใจกับทัศนะเก่าๆ และคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมบิดเบือนข้อเท็จจริง
สาร (Message): เป็นผลผลิตที่ผู้ส่งสารต้องการสื่อออกไปในรูปแบบรหัส (Code) เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน หรืออาการที่แสดงออกให้เกิดการรับรู้ร่วมกัน เช่น เสียงอุทาน (อุ๊ย, โอ๊ย) หรือท่าทางต่างๆ เนื้อหาของสารสามารถแบ่งตามประเภทได้เป็น สารประเภทข้อเท็จจริง (ตรวจสอบความจริงได้) และสารประเภทข้อคิดเห็น (ตรวจสอบไม่ได้แต่พิจารณาความเห็นด้วยได้) นอกจากนี้ยังแบ่งตามวัตถุประสงค์ เช่น สารให้ความรู้ สารโน้มน้าวใจ และสารจรรโลงใจ
สื่อ (Medium): คือตัวกลางที่ใช้ในการนำสารจากผู้ส่งไปยังผู้รับ สามารถแบ่งได้หลายเกณฑ์ อาทิ สื่อเชิงภาษา (วัจนภาษาที่เป็นถ้อยคำ และอวัจนภาษาที่ไม่เป็นถ้อยคำ เช่น ท่าทางหรือการยิ้ม) และแบ่งตามความเป็นเสียงพูด (Vocal) หรือไม่เป็นเสียงพูด (Non-vocal เช่น เสียงธรรมชาติ ดนตรี หรือการสัมผัส) รวมถึงการแบ่งตามช่องทาง (Channel) เช่น หน้ากระดาษ จอภาพ หรือพลาหนะที่เป็นอากาศ คลื่นเสียง และคลื่นแสง
ผลของการสื่อสาร (Response): คือการตอบสนองของผู้รับสารที่เกิดขึ้นภายหลังการได้รับสาร ซึ่งอาจเป็นไปตามที่ผู้ส่งสารเจตนาไว้หรือไม่ก็ได้ ทุกองค์ประกอบในการสื่อสารต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดพร้อมกันเพื่อให้การสื่อสารเกิดประสิทธิผลสูงสุด
วัตถุประสงค์ของการสื่อสาร
ในชีวิตประจำวัน เรามีบทบาทเป็นทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การพูด การเขียน การมองเห็น หรือการสัมผัส โดยสามารถจำแนกวัตถุประสงค์ได้ดังนี้
ด้านผู้ส่งสาร:
เพื่อแจ้งให้ทราบหรือบอกให้รู้ (เช่น ป้ายที่จอดรถสำหรับผู้พิการ)
เพื่อสอนหรือให้การศึกษา (เช่น รายการ Podcast สอนภาษาอังกฤษ All Ears English หรือ TED Talks Daily)
เพื่อชักจูงใจหรือโน้มน้าวใจ (เช่น การโฆษณาบริการ Heart Service ของ Coway)
เพื่อสร้างความพอใจหรือบันเทิง (เช่น รายการ The Uncle Roger Show)
เพื่อสอบถามหรือขอความช่วยเหลือ
เพื่อรักษาสัมพันธไมตรีทางสังคม (เช่น การสวัสดียามเช้าใน LINE หรือการส่งบัตรอวยพร Happy New Year)
ด้านผู้รับสาร:
เพื่อรับทราบข้อมูล
เพื่อศึกษาเรียนรู้หรือทำความเข้าใจในเนื้อหาต่างๆ
เพื่อประกอบการตัดสินใจพฤติกรรมบางอย่าง
เพื่อความเพลิดเพลินหรือความรื่นเริงใจ
เพื่อรับทราบข้อมูลแล้วนำมาพิจารณาตัดสินใจเลือก
เพื่อสืบสานความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นในสังคม
ประเภทของการสื่อสาร
ตามแนวคิดของ ปรมะ สตะเวทิน () ได้แบ่งประเภทของการสื่อสารโดยใช้จำนวนผู้สื่อสารเป็นเกณฑ์ไว้ดังนี้
การสื่อสารภายในตัวบุคคล (Intrapersonal Communication): เป็นการสื่อสารที่เกิดขึ้นภายในคนคนเดียว ทั้งบทบาทผู้ส่งและผู้รับสาร เช่น การพูดกับตัวเอง การส่องกระจกฝึกพูด หรือการอ่านทบทวนงานก่อนจัดส่ง
การสื่อสารระหว่างบุคคล (Interpersonal Communication): คือการสื่อสารที่มีคนตั้งแต่ คนขึ้นไปแลกเปลี่ยนสารกันโดยตรง เช่น การคุยโทรศัพท์ การส่งข้อความแชท หรือการเรียนการสอนในห้องเรียนขนาดเล็ก
การสื่อสารกลุ่มใหญ่ (Large Group Communication): การสื่อสารที่ประกอบด้วยคนจำนวนมากในสถานที่เดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ทำให้โอกาสที่จะแลกเปลี่ยนสารกันอย่างทั่วถึงลดลง เช่น การอภิปรายในที่ประชุมใหญ่ การพูดหาเสียง หรือการสอนผ่านโทรทัศน์วงจรปิด
การสื่อสารในองค์การ (Organizational Communication): เป็นการสื่อสารระหว่างสมาชิกขององค์กรเพื่อปฏิบัติภารกิจให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน เช่น การสื่อสารภายในบริษัทหรือหน่วยงานราชการ
การสื่อสารมวลชน (Mass Communication): การสื่อสารที่ส่งไปยังมวลชนจำนวนมากพร้อมๆ กัน โดยผู้รับสารมักกระจายอยู่คนละสถานที่ และใช้สื่อที่สามารถเข้าถึงคนจำนวนมากได้รวดเร็ว เช่น หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ หรือวิทยุ
สาเหตุที่ทำให้การสื่อสารไม่สัมฤทธิผล
การสื่อสารที่สัมฤทธิผลคือการสื่อสารที่บรรลุผลตรงตามวัตถุประสงค์และเจตนาของผู้ส่งสาร หากไม่เป็นเช่นนั้นอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลัก ประการ คือ
สาเหตุจากผู้ส่งสาร: ขาดความรู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่พูด ใช้ภาษาหรือสื่อที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ มีบุคลิกภาพที่ไม่เอื้อต่อการรับฟัง (เช่น การแต่งกายไม่เหมาะสม) มีทัศนคติไม่ดีต่อตนเองหรือผู้รับ สภาพร่างกายและจิตใจไม่อำนวย (เช่น หิว ง่วง วิตกกังวล) หรือการเตรียมตัวไม่เพียงพอทำให้เรียบเรียงความคิดสับสน
สาเหตุจากสาร: การใช้รหัสสารที่เข้าใจยาก (ภาษา, ท่าทาง) เนื้อหาของสารมีความยาก ซับซ้อน หรือมีศัพท์เฉพาะทางมากเกินไป สารมีข้อผิดพลาดทางเทคนิค เช่น ลายมืออ่านยาก สะกดผิด รวมถึงการจัดลำดับเนื้อหาที่ไม่เป็นระบบทำให้ผู้รับสับสน
สาเหตุจากสื่อหรือช่องทางการสื่อสาร: การเลือกใช้สื่อที่ไม่เหมาะสมกับตัวผู้ส่ง (ผู้ส่งใช้ไม่เป็น) ไม่เหมาะสมกับเนื้อหา (เช่น เรื่องละเอียดอ่อนแต่แจ้งผ่านการพูดอย่างย่อ) ไม่เหมาะกับตัวผู้รับ (เช่น สื่อสารกับเด็กแต่ใช้บทความวิชาการ) หรือไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม (เช่น ในโรงงานที่มีเสียงดังแต่ใช้เสียงประกาศแทนการใช้ป้าย)
สาเหตุจากผู้รับสาร: ผู้รับขาดความรู้พื้นฐานในเรื่องนั้นๆ ไม่เข้าใจสำนวนในภาษา มีอุปนิสัยหรือบุคลิกที่ปิดกั้นการรับฟัง มีทัศนคติที่ฝังรากลึกยากจะเปลี่ยน (เช่น ความเชื่อทางศาสนาและการเมือง) หรืออยู่ในสภาพร่างกายและจิตใจที่ไม่พร้อม เช่น ป่วย เหนื่อย หรืออยู่ในอารมณ์โกรธ
Questions & Discussion
คำถาม: ทำไมมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นต้องสื่อสารกัน? คำตอบ: มนุษย์สื่อสารเพื่อให้การดำเนินกิจกรรมบรรลุวัตถุประสงค์ สร้างความเข้าใจ และดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมได้อย่างปกติสุข ขณะที่สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นต้องสื่อสารตามสัญชาตญาณเพื่อการหาอาหาร การป้องกันตัว และการดำรงเผ่าพันธุ์
คำถาม: ภาพเขม่าควันหรือสัญลักษณ์ต่างๆ (เช่น Google Mail, Zoom Meeting) ถือเป็นการสื่อสารหรือไม่? คำตอบ: ถือเป็นการสื่อสาร เนื่องจากเป็นการใช้สัญลักษณ์เพื่อนำพาข้อความหรือชุดคำสั่งจากระบบไปสู่ผู้ใช้งาน เช่น การส่งลิงก์ Zoom เพื่อแจ้งการประชุมประกันคุณภาพหลักสูตร วันพุธที่ มิถุนายน เวลา น. (Meeting ID: ; Passcode: )
คำถาม: ทำไมคนจึงมองเรื่องเดียวกันแต่เข้าใจแตกต่างกัน และการคิดไม่เหมือนคนอื่นเป็นเรื่องผิดหรือไม่? คำตอบ: สาเหตุที่มองต่างกันเกิดจากพื้นฐานความรู้ ทัศนคติ และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน การคิดไม่เหมือนคนอื่นไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มีอัตลักษณ์และกระบวนการตีความที่แตกต่างกันตามปัจจัยส่วนบุคคล
คำถาม: เกณฑ์การพิจารณาว่าการสื่อสารสัมฤทธิผลหรือไม่ให้ดูจากอะไร? คำตอบ: ให้พิจารณาว่าผลของการสื่อสารที่เกิดขึ้นนั้น บรรลุตามวัตถุประสงค์และเจตนาที่ผู้ส่งสารตั้งใจไว้ในเบื้องต้นหรือไม่